xs
xsm
sm
md
lg

ไทยพร้อมจัดประชุม IMF–World Bank ดึง 191 ชาติเข้าร่วมคาดเงินสะพัดกว่า 2,250 ล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รมว.คลัง โชว์ความพร้อมไทยเปิดฉากประชุม IMF–World Bank วันที่ 12–18 ต.ค.นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ต้อนรับผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ คาดสร้างเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจไทย 1,050–2,250 ล้านบาท พร้อมใช้เวทีระดับโลกโชว์ศักยภาพไทยด้านดิจิทัล พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมอนาคต หวังดึงเงินลงทุนต่างชาติในธุรกิจ AI–EV ต่อยอดเศรษฐกิจระยะยาว

วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และนายณัฏฐวุฒิ ธรรมศิริ รองผู้อำนวยการ สศค. นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมความพร้อมของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่จัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 หรือ 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569

การประชุมดังกล่าวได้รับการขนานนามว่าเป็น “โอลิมปิกทางการเงิน” โดยประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลกกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

ดร.เอกนิติ เปิดเผยว่า การจัดประชุมครั้งนี้เปรียบเสมือนการยกสำนักงานใหญ่ของ IMF และ World Bank จากกรุงวอชิงตัน ดีซี มายังประเทศไทย โดยขณะนี้การเตรียมความพร้อมด้านสถานที่และโครงสร้างพื้นฐานดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ก่อนส่งมอบพื้นที่ให้แก่ IMF และ World Bank อย่างเป็นทางการ

สำหรับการจัดงาน รัฐบาลให้ความสำคัญทั้งมาตรฐานสถานที่ ระบบเทคโนโลยีดิจิทัล ความปลอดภัย และการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม โดยนำเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยและการบริการแบบ Thai Hospitality มาผสมผสาน เพื่อแสดงศักยภาพการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับนานาชาติ


“วันนี้เราอยากให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทย หลังจากที่ได้เตรียมการมาอย่างยาวนานถึง 3 ปี เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการจัดงานระดับโลก ซึ่งเรามีความพร้อมในทุกด้าน และตลอด 3 ปีที่ผ่านมา คณะผู้จัดการประชุมและทุกภาคส่วนได้ร่วมกันทำงานอย่างหนัก เพื่อให้การจัดงานครั้งนี้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด”

ขณะนี้ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ได้เตรียมความพร้อมด้านสถานที่เสร็จสมบูรณ์แล้วในทุกมิติ และพร้อมส่งมอบพื้นที่ให้แก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) อย่างเป็นทางการ


“การจัดประชุมครั้งนี้จะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ของประเทศไทย หลังจากที่เราเคยสร้างชื่อเสียงจากการเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี 2534 หรือเมื่อ 35 ปีที่ผ่านมา โดยระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคมนี้ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จะกลายเป็นเวทีการประชุมด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการคลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งทุกสายตาของสื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศจะจับจ้องมายังประเทศไทย”

คาดเงินสะพัดสูงสุด 2,250 ล้านบาท หวังต่อยอดดึง FDI

รมว.คลัง ระบุว่า การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยทันทีประมาณ 1,050–2,250 ล้านบาท จากจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 15,000 คน ซึ่งคาดว่าจะพำนักในประเทศไทยเฉลี่ย 7–10 วัน และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 10,000–15,000 บาทต่อคนต่อวัน

เม็ดเงินดังกล่าวจะกระจายเข้าสู่ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และสินค้าชุมชน ช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงการจัดประชุม

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้มองเพียงผลประโยชน์จากการใช้จ่ายระยะสั้น แต่ยังเตรียมใช้โอกาสนี้นำเสนอศักยภาพประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยเฉพาะความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด และสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน เพื่อดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งรัฐบาลมุ่งหวังให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ยกระดับระบบถ่ายทอดสด–รักษาความปลอดภัยเข้ม

สำหรับความพร้อมของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้จัดตั้งศูนย์ควบคุม Master Control Room และระบบถ่ายทอดสดมาตรฐานเดียวกับการแข่งขันกีฬาระดับโลกอย่าง FIFA World Cup และ UEFA Champions League พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ดูแลระบบในการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ด้านความปลอดภัย ได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดระบบคัดกรองพื้นที่หลายชั้น หรือ Security Zoning พร้อมติดตั้งจุดตรวจ X-ray จำนวน 17 จุด และเครื่องตรวจ Walk-through อีก 19 จุด

นอกจากนี้ ยังเชื่อมต่อระบบกล้องวงจรปิด CCTV และจัดกำลังดูแลความปลอดภัยครอบคลุมโรงแรมที่พักทางการสำหรับผู้เข้าร่วมประชุมทั้ง 21 แห่ง ตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมแล้วกว่า 15,000 คน และยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นำผ้าไทย 37 ลายจาก 21 จังหวัด อวดสายตาผู้แทนทั่วโลก

ดร.เอกนิติ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยยังเตรียมนำเสนอ Soft Power ผ่านการตกแต่งสถานที่ด้วยผ้าไทย 37 ลาย จาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวมถึงผ้าทอพื้นถิ่น ผ้าขาวม้า และผ้าบาติก ตลอดจนผลงานประติมากรรมจากวัสดุธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น

ส่วนอาหารและเครื่องดื่มจะเน้นการใช้วัตถุดิบและสินค้า GI ของไทย พร้อมเมนูพิเศษ เช่น กาแฟ AM Brew ที่ใช้เมล็ดกาแฟไทย และชาไทย by QSNCC เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมสัมผัสเอกลักษณ์อาหารและวัฒนธรรมไทย

ชู Green Meeting ใช้รถ EV กว่า 320 คัน ลดปล่อยคาร์บอน

ด้าน ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สศค. เปิดเผยว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการจัดประชุมภายใต้แนวคิด Green Meeting โดยศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ได้รับมาตรฐานอาคารเขียว และนำมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ในการจัดงาน

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการจัดรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 320 คัน สำหรับให้บริการผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 95.8 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่กว่า 9,580 ต้นในระยะเวลา 1 ปี

พร้อมกันนี้ ยังจัดระบบบริหารขยะอย่างครบวงจร โดยนำขยะอาหารไปแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ลดการใช้กระดาษผ่านระบบประชุมดิจิทัล และลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งในส่วนการจัดเลี้ยงทั้งหมด

เปิด Thailand Pavilion โชว์ 3 จุดแข็งเศรษฐกิจไทย

อีกหนึ่งส่วนสำคัญของการประชุมคือการจัดนิทรรศการ Thailand Pavilion เพื่อแสดงศักยภาพและทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยแบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก

โซนแรก Digital Public Infrastructure นำเสนอความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) การชำระเงินผ่าน QR Code ข้ามพรมแดน และการใช้ข้อมูลกับเทคโนโลยีช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยและร้านค้าชุมชนเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น

โซนที่สอง Climate Resilience นำเสนอแนวทางรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งการบริหารจัดการน้ำท่วม การใช้ข้อมูลแผนที่ดูแลกลุ่มเปราะบาง การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ

โซนที่สาม Longevity นำเสนอศักยภาพระบบสุขภาพและเศรษฐกิจสุขภาวะของไทย ตั้งแต่ระบบหลักประกันสุขภาพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางชีวภาพ นวดไทย การแพทย์แม่นยำ ไปจนถึงอุตสาหกรรม Wellness ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติภายใต้แนวคิด “The Royal Legacy: Empowering People, Building Resilience” สะท้อนแนวพระราชดำริด้านการพัฒนา การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน การลดความเหลื่อมล้ำ และการรับมือภัยพิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญ

ดร.วินิจ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเตรียมความพร้อมในทุกมิติเป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมทำหน้าที่เจ้าภาพต้อนรับผู้แทนจาก 191 ประเทศ เพื่อให้การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ นวัตกรรม โอกาสการลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน