xs
xsm
sm
md
lg

แบงก์ชาติคุมเข้มเงินคริปโต-ทองคำ โอนเกิน 2 แสนดอลลาร์ต้องโชว์ที่มา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ฉบับที่ 38 เดินหน้าขันน็อตมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาทและสกัดเม็ดเงินสีเทา ด้วยการสั่งให้สถาบันการเงินเรียกตรวจเอกสารแสดงแหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศขาเข้าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.7 ล้านบาท) ขึ้นไปอย่างเข้มงวด โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การจัดชั้น “เงินขายคริปโตจากต่างประเทศ” ให้อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังพิเศษ (Watchlist) เช่นเดียวกับรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ให้ชาวต่างชาติ ซึ่งบังคับตรวจเอกสารหลักฐานจริงทุกรายการ ตัดสิทธิ์การใช้ระบบรับรองทางธุรกิจ (KYB) มายกเว้น ขณะที่ธุรกรรม “ทองคำ” ถูกจับตาเข้มข้นที่สุดด้วยการสั่งเรียกตรวจเอกสารทุกบาททุกสตางค์แบบไม่มีเพดานขั้นต่ำ สะท้อนชัดเจนว่าแบงก์ชาติกำลังรุกคืบปิดรูรั่วโฟลว์เงินไหลเข้าที่ไร้ทิศทางและเสี่ยงกระทบเสถียรภาพค่าเงินบาทอย่างเด็ดขาด

ถอดรหัสประกาศ ฉบับที่ 38 แยก 4 กองทุนคุมโฟลว์เงินเข้า

ประกาศฉบับล่าสุดนี้ บังคับใช้กับกรณีที่บุคคลผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ (Resident) นำเงินตราต่างประเทศที่โอนเข้ามาไปขายเป็นเงินบาท หรือนำฝากเข้าบัญชีเงินตราต่างประเทศ (FCD) โดยจัดแบ่งเกณฑ์การคัดกรองออกเป็น 4 กลุ่มอย่างชัดเจน ได้แก่

1. ธุรกรรมทั่วไป (Commercial Flows) : ค่าสินค้า บริการ เงินลงทุนโดยตรง หรือเงินกู้ หากมียอดตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์ขึ้นไป ธนาคารต้องตรวจเอกสาร แต่ยังเปิดช่องผ่อนปรนให้แก่กลุ่มธุรกิจที่ผ่านกระบวนการรู้จักธุรกิจของลูกค้า (KYB) สามารถทำรายการได้สะดวกโดยไม่ต้องยื่นตรวจรายธุรกรรม

2. ธุรกรรมเฝ้าระวังพิเศษ (Watchlist) : ประกอบด้วย รายได้จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลในต่างประเทศ รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ และเงินทุนที่ไม่ใช่การลงทุนในเครือเดียวกัน หากแตะ 200,000 ดอลลาร์ขึ้นไป ธนาคารต้องเรียกตรวจเอกสารที่มา “ทุกรายการ” และตัดสิทธิ์ห้ามใช้ KYB มาแทนที่โดยเด็ดขาด

3. ธุรกรรมทองคำ : เป็นกลุ่มที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ โดยสั่งเรียกตรวจเอกสารแสดงที่มาทุกยอดธุรกรรม “ไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำ” รวมถึงเข้มงวดการโอนเงินบาทที่เกี่ยวกับทองคำเข้าบัญชีเงินบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (NRBA)

4. เงินสดเงินตราต่างประเทศ : แบงก์รับซื้อได้ไม่เกินวันละ 15,000 ดอลลาร์ (ราว 5.05 แสนบาท ณ อัตราแลกเปลี่ยน ณ เวลาปัจจุบันที่รายงาน) ส่วนที่เกินเพดานต้องแสดงหลักฐานการนำเข้าผ่านด่านศุลกากร หรือที่มาจากการแปลงเงินผ่านผู้ให้บริการชำระเงินต่างประเทศที่ถูกต้อง

สะท้อนภาพคริปโตถึงแม้ไม่ได้แบน แต่ปิดประตู “ฟอกเงิน-เก็งกำไร” นอกระบบ

สำหรับนักลงทุนคริปโตและนักลงทุนสถาบัน เกณฑ์นี้ชี้ชัดว่าไม่ได้เป็นการสั่งห้ามหรือจำกัดเพดานการโอนเงินกลับเข้าประเทศ แต่เป็นการ “ยกระดับความโปร่งใส” เพื่อปิดช่องว่างการนำเงินจากกระดานเทรดต่างประเทศ (Offshore Exchanges) หรือระบบ DeFi ที่ไม่ผ่านการกำกับดูแล เข้ามาแปลงเป็นเงินบาทก้อนโตโดยไร้ที่มา

ประเด็นที่น่าสังเกตคือ เกณฑ์ของ ธปท. เน้นเจาะจงเฉพาะ “เงินตราต่างประเทศที่โอนเข้ามาจากภายนอก” จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการซื้อขายและถอนเงินบาทผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทย (Local Exchanges) แต่สำหรับผู้ที่โยกเงินไปทำธุรกรรมในต่างแดน การจะนำเงินกลับเข้ามาเกิน 6.7 ล้านบาทต่อไม้ จะต้องเตรียมรายงานการซื้อขาย (Trade Logs), รายการเดินบัญชี (Statement), และหลักฐานการทำธุรกรรมจากแพลตฟอร์มต้นทางไว้อย่างรัดกุม

เช็กบิลเงิน 15% ที่ครองมูลค่าตลาด 85%

การออกประกาศครั้งนี้ แท้จริงแล้วคือการต่อยอดหลักเกณฑ์เดิมที่ ธปท. เคยส่งสัญญาณไว้ตั้งแต่ปลายปี 2568 ข้อมูลสถิติของแบงก์ชาติชี้ชัดว่า แม้ธุรกรรมที่เกิน 200,000 ดอลลาร์จะมีสัดส่วนเพียงราว 15% ของจำนวนรายการทั้งหมด แต่กลับครองสัดส่วนมูลค่าเงินโอนเข้าสูงถึง 85% ของทั้งระบบ

อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของ ธปท. ครั้งนี้จึงเป็นการเลือกเล็งเป้าหมายอย่างแม่นยำ ไม่รบกวนธุรกรรมรายย่อยทั่วไป แต่พุ่งเป้าไปที่ "วาฬ" และเงินทุนก้อนโตที่มีอำนาจชี้นำตลาดอัตราแลกเปลี่ยน การลากกลุ่มคริปโต ทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ เข้ามาอยู่ในตะแกรงร่อนที่ไร้ข้อยกเว้น KYB ย่อมส่งผลให้ต้นทุนในการหมุนเงินเก็งกำไรของกลุ่มทุนเก็งกำไรและเงินเทาสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่า เมื่อตัวประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้จริง สถาบันการเงินจะรับมือกับภาระงานตรวจสอบเอกสารอันมหาศาลนี้ได้รวดเร็วเพียงใด โดยไม่ทำให้ธุรกรรมทางเศรษฐกิจที่สุจริตต้องสะดุดลง