"พิพัฒน์" จ่อทบทวนสัญญา "บริการภาคพื้น-คาร์โก้"การบินไทย เพิ่มค่าปรับ ชี้ยอมไม่ได้แล้ว หลังเกิดวิกฤติกระเป๋า-สินค้าตกค้าง ทำประเทศเสียชื่อ เตรียมหารือ “เอกนิติ” และ”คลัง” ต้องปรับปรุงสัญญาเดิมที่ยังเหลืออีก 15 ปี ขณะที่ล่าสุด เหลือกระเป๋าอีก 80 ใบยังตามหาเจ้าของไม่เจอ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ กระเป๋าสัมภาระ และสินค้าเกิดปัญหาตกค้างจำนวนมาก ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ช่วงวันที่ 26 ต.ค. ถึงวันที่ 30 ก.ย.2569 ซี่งมี บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับผิดชอบ และมีคำถามถึงกรณีสัญญาให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง (Ground Support Equipment: GSE) และโครงการให้บริการคลังสินค้า (Cargo) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของ การบินไทยฯ ไม่มีบทลงโทษที่กำหนดเป็นค่าปรับไว้ เนื่องจากเป็นสัญญาเดิมที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่เนื่องจากการบินไทย ได้เกิดความผิดพลาดในวันที่ 26 ก.ย. ถึง 30 ก.ย. 69 ฉะนั้นจำเป็นต้องทบทวนสัญญาใหม่ แม้ว่าสัญญาจะยังเหลือระยะเวลาอีก 15 ปี โดยจะบรรจุในเรื่องของค่าปรับเพิ่มเติมเข้าไป
เรื่องนี้ ได้หารือกับปลัดกระทรวงคมนาคม และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. (AOT) เบื้องต้นแล้วว่า มีความจำเป็นต้องทบทวนสัญญาของการบินไทย ทั้ง 2 สัญญา เพื่อเพิ่มค่าปรับเข้าไปให้เหมือนสัญญาผู้ให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น และโครงการให้บริการคลังสินค้า (Cargo) รายที่ 3 ซึ่ง ทอท.เพิ่งลงนามสัญญาร่วมลงทุนฯกับบริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOTGA) ที่ได้เพิ่มเติมเรื่องค่าปรับไว้แล้ว รวมถึงผู้ประกอบการรายที่ 2 ซึ่งทางบริษัท ดับบลิวเอฟเอสพีจีคาร์โก้ จำกัด หมดสัญญา และทอท.กำลังเปิดประมูลใหม่ จะมีเงื่อนไขเรื่องค่าปรับเช่นกัน
“ สัญญาของการบินไทย ยังเหลืออีก 15 ปี ดังนั้นแนวทางคือต้องหารือระหว่างกระทรวงคมนาคม กับ ทอท. และจะเชิญทางการบินไทยมา แจ้งเตือน ว่ากรณีที่มีข้อผิดพลาด ทำให้ประเทศชาติเสียชื่อเสียง ทำให้การบินไทยเสียหายขนาดไหน ผมคงจะต้องหารือกับการบินไทย และจะต้องหารือหน่วยงานที่กำกับดูแลการบินไทย คือกระทรวงการคลังเพื่อให้รับทราบถึงกรณีนี้ด้วย ซึ่งผมจะหารือกับท่านเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีฯกระทรวงคลัง หารือปลัดกระทรวงการคลัง ว่าเรายอมไม่ได้ที่สัญญาไม่มีค่าปรับต้องพยายามมีบทปรับให้เหมือนรายที่ 3 และรายที่ 2 ที่กำลังประมูลใหม่”
นายพิพัฒน์กล่าวว่า เราจะหารือภายในกระทรวงคมนาคม คือ กระทรวงฯ ทอท. ให้เรียบร้อยก่อน และเชิญการบินไทยมาแจ้งเตือน จากนั้นจะหารือกับทางกระทรวงคลังที่กำกับดูแลการบินไทยฯ ทำได้หรือไม่ต้องหารือกันก่อน เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งกระเป๋า ทั้งสินค้า ขาเข้า ขาออก ไม่แน่ใจว่า มีผู้ที่เรียกร้องความเสียหายกับการบินไทยฯ เท่าไร
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ล่าสุดถึงวันที่ 8 ต.ค.2569 ยังมีกระเป๋าตกค้างอีก จำนวน 80 ใบ ซึ่งยังหาเจ้าของยังไม่เจอ ส่วนเรื่องการปลด ซีอีโอ การบินไทยญเป็นเรื่องของบอร์ดการบินไทย ที่เขามีการลงโทษ และเป็นเรื่องของกระทรวงการคลังที่ต้องเดินเรื่องต่อ แต่วันนี้ ทอท. มีหน้าที่คือ ประสานกับการบินไทยฯ เพื่อให้คนมารับกระเป๋าอีก 80 ใบที่ตกค้างอยู่ให้จบเท่านั้นเอง นั่นคือจะหมดหน้าที่ของ ทอท. ส่วนการบินไทย กับบอร์ด จะไปคุยกับบอร์ดอะไร เป็นเรื่องภายใน ไม่เกี่ยวกับ ทางกระทรวงคมนาคม