xs
xsm
sm
md
lg

ส่องหุ้นโยงที่แก้มลิงSENA–QH กำไรพลิกหด-เสนาร่วงกว่า 50%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ย้อนรอยผลประกอบการ 2 หุ้นอสังหาริมทรัพย์ SENA–QH หลังมีชื่อเกี่ยวข้องกับพื้นที่แก้มลิง พบช่วงแรกกำไรยังเติบโต ก่อนเริ่มเปลี่ยนทิศทางในเวลาต่อมา โดย SENA กำไรพุ่งแตะ 1,250 ล้านบาทในปี 2564 ก่อนลดลงต่อเนื่องเหลือ 323 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่ QH กำไรลดจาก 2,854 ล้านบาทในปี 2562 เหลือ 1,728 ล้านบาทในปี 2568 ด้านหุ้น SENA ร่วงกว่า 50% จากสิ้นปี 2565 ชวนจับตาความเคลื่อนไหวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งสองแห่ง ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องการเปลี่ยนแปลงพื้นที่รับน้ำในอดีต

จากกรณีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพื้นที่โครงการแก้มลิงในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีชื่อบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA และบริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH เข้ามาเกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินและการคัดค้านโครงการในอดีตนั้น

ทั้งนี้เมื่อย้อนดูผลประกอบการของทั้งสองบริษัทตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา พบว่าช่วงแรกยังสามารถสร้างกำไรได้ในระดับสูง ก่อนเริ่มเห็นทิศทางกลับตัวในช่วงปีต่อมา โดยเฉพาะ SENA ซึ่งกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงปี 2564 ก่อนปรับลดลงติดต่อกัน 4 ปี

สำหรับ SENA บริษัทระบุว่าได้ซื้อที่ดินบริเวณคู้บอนจำนวน 20 ไร่ ตั้งแต่ปี 2552 ก่อนที่จะมีโครงการแก้มลิงในพื้นที่ดังกล่าว โดยบริษัทได้ชี้แจงว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกเลิกโครงการหรือได้รับประโยชน์โดยมิชอบ

เมื่อย้อนดูผลประกอบการ พบว่าในปี 2562 SENA มีกำไรสุทธิ 891.6 ล้านบาท ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 1,119.4 ล้านบาทในปี 2563 และ 1,250.4 ล้านบาทในปี 2564 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของช่วงเวลาที่นำมาเปรียบเทียบ

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นกำไรกลับเริ่มเปลี่ยนทิศทาง โดยปี 2565 ลดลงเหลือ 902.8 ล้านบาท ก่อนลดลงอย่างมากในปี 2566 เหลือ 406.7 ล้านบาท และลดลงต่อเนื่องเป็น 399.6 ล้านบาทในปี 2567

กระทั่งปี 2568 กำไรสุทธิลดลงเหลือ 323.6 ล้านบาท หรือหดตัวประมาณ 74% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดในปี 2564

แม้รายได้รวมของ SENA ในปี 2568 จะกลับมาอยู่ที่ 5,422.6 ล้านบาท สูงกว่าปี 2562 เล็กน้อย แต่กำไรสุทธิกลับอยู่ในระดับต่ำกว่ามาก สะท้อนว่าการฟื้นตัวของรายได้ไม่ได้ทำให้กำไรกลับไปอยู่ในระดับเดิม

ขณะที่ครึ่งแรกปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นเป็น 2,736.04 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิกลับลดลง 66.53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทิศทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น SENA ซึ่งปรับลดลงจาก 3.94 บาท ณ สิ้นปี 2565 เหลือ 1.65 บาท ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2569 หรือปรับลดลงประมาณ 58% โดยยังไม่รวมผลตอบแทนจากเงินปันผลและการปรับสิทธิย้อนหลัง

ด้าน QH ซึ่งเคยมีชื่อเกี่ยวข้องกับการคัดค้านโครงการพื้นที่รับน้ำบริเวณสายไหมในอดีต พบว่าผลประกอบการมีลักษณะผันผวน ก่อนกลับเข้าสู่ทิศทางลดลงเช่นเดียวกัน

โดยปี 2562 QH มีกำไรสุทธิ 2,854 ล้านบาท ก่อนลดลงเหลือ 2,123 ล้านบาทในปี 2563 และ 1,670 ล้านบาทในปี 2564

จากนั้นกำไรฟื้นตัวในปี 2565 อยู่ที่ 2,396 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 2,503 ล้านบาทในปี 2566 ก่อนกลับมาลดลงเหลือ 2,150 ล้านบาทในปี 2567 และ 1,728 ล้านบาทในปี 2568

เท่ากับว่ากำไรสุทธิ QH ในปี 2568 ลดลงประมาณ 39% เมื่อเทียบกับปี 2562 ขณะที่ราคาหุ้นล่าสุดวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ปิดที่ 1.33 บาท

เมื่อพิจารณาผลประกอบการของทั้งสองบริษัท จึงพบจุดร่วมที่น่าสนใจว่า แม้ในช่วงแรกยังสามารถสร้างกำไรได้ในระดับสูง แต่ช่วงหลายปีหลังกลับเริ่มเห็นทิศทางการชะลอตัว โดยเฉพาะ SENA ที่กำไรลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 ส่วน QH กลับมามีกำไรลดลงในช่วงปี 2567–2568

เปิดสาเหตุกำไรหด SENA–QH โบรกเกอร์ชี้ตลาดอสังหาฯ ซบเซา แข่งขันรุนแรง

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาสาเหตุที่ทำให้ผลประกอบการของทั้งสองบริษัทชะลอตัว พบว่าปัจจัยสำคัญมาจากภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อครัวเรือน การเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัย และการแข่งขันด้านราคา

สำหรับ SENA บริษัทเคยระบุว่าตลาดที่อยู่อาศัยยังได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ แม้ปี 2568 รายได้รวมจะกลับมาเติบโต แต่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ยังลดลง ขณะที่ครึ่งแรกปี 2569 อัตรากำไรสุทธิปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนแรงกดดันต่อความสามารถในการทำกำไร

ด้าน QH บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุในบทวิเคราะห์เดือนสิงหาคม 2569 ว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลักยังฟื้นตัวช้า และต้องใช้โปรโมชั่นด้านราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นถูกกดดัน ขณะที่กำไรสุทธิส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม

ทั้งนี้ InnovestX คาดการณ์กำไรสุทธิ QH ปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 1,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.9% จากปีก่อน โดยประเมินว่าราว 95% ของกำไรจะมาจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 1.30 บาทต่อหุ้น และคงคำแนะนำ Underperform

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยเคยปรับลดประมาณการกำไร QH สำหรับปี 2568–2570 เนื่องจากการแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยยังรุนแรงและบริษัทมีแนวทางดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง