กรมสรรพสามิตโชว์ผลงานปราบสินค้าเถื่อนผิดกฎหมายปีงบประมาณ 2569 จับกุมรวม 39,305 คดี ค่าปรับกว่า 1,069 ล้านบาท ประมาณการค่าปรับอีกกว่า 5,420 ล้านบาท พบยาสูบผิดกฎหมายครองแชมป์ 24,321 คดี ยึดของกลางกว่า 6.2 ล้านซอง ค่าปรับกว่า 733 ล้านบาท รองลงมาคือสุราและน้ำมัน พร้อมยกระดับปราบปรามเชิงรุก สกัดสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ชายแดนถึงช่องทางจำหน่ายออนไลน์
ดร. พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยผลการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต รอบ 12 เดือน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่ากรมสรรพสามิตเดินหน้าป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง โดยสามารถจับกุมดำเนินคดีได้ รวม 39,305 คดี มีค่าปรับรวมกว่า 1,069 ล้านบาท และประมาณการค่าปรับรวมกว่า 5,420 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีจำนวนคดีเพิ่มขึ้น 2,848 คดี คิดเป็นร้อยละ 7.81
สำหรับผลการปราบปรามจำแนกตามประเภทสินค้าที่พบการกระทำผิดสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ยาสูบ จำนวน24,321 คดี ค่าปรับกว่า 733 ล้านบาทประมาณการค่าปรับกว่า 5,273 ล้านบาทตรวจยึดของกลางยาสูบในประเทศและต่างประเทศ จำนวนรวม 6,213,590 ซอง แสดงให้เห็นว่ายาสูบยังคงเป็นสินค้าที่กรมสรรพสามิตให้ความสำคัญในการสกัดกั้นและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลักลอบนำเข้าและการกระจายสินค้าผิดกฎหมาย อันดับ 2 สุรา จำนวน11,699 คดี ค่าปรับกว่า 133 ล้านบาทประมาณการค่าปรับกว่า 37 ล้านบาท ตรวจยึดของกลางสุราในประเทศ จำนวน149,603.258 ลิตร และสุราต่างประเทศ จำนวน 24,922.977 ลิตร และ อันดับ 3 น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน จำนวน 875 คดี ค่าปรับกว่า 83 ล้านบาท ประมาณการค่าปรับกว่า4.7 ล้านบาท ตรวจยึดของกลางรวม2,604,881 ลิตร
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวต่อว่าในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมสรรพสามิตได้ยกระดับ แนวทางการป้องกันและปราบปรามจากการบังคับใช้กฎหมายที่มุ่งเน้นการจับกุมภายหลังเกิดเหตุ สู่การทำงานเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หรือData Driven Enforcement โดยนำข้อมูลการจับกุม ข้อมูลพื้นที่ เส้นทางลำเลียงสินค้า ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงเบาะแสจากประชาชน มาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นแนวทางที่กรมสรรพสามิตได้ประกาศใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปราบปราม
นอกจากนี้ ได้นำแนวคิดการป้องกันและปราบปรามแบบ “ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ” มาใช้ในการดำเนินงาน โดยต้นน้ำ มุ่งสกัดกั้นบริเวณแนวชายแดนและแหล่งที่มาของสินค้า กลางน้ำ มุ่งติดตามเส้นทางลำเลียง จุดพัก และจุดกระจายสินค้า ขณะที่ ปลายน้ำ มุ่งตรวจสอบร้านค้า ตลาด และช่องทางจำหน่าย รวมถึงการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และการขนส่งพัสดุ เพื่อสกัดกั้นสินค้าไม่ให้เข้าสู่ตลาดและถึงมือผู้บริโภค สำหรับพื้นที่ชายแดน กรมสรรพสามิตมุ่งเน้นการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายทั้งทางบกและทางทะเล โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง กรมศุลกากร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ขณะที่พื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่อุตสาหกรรม ได้เพิ่มมาตรการติดตามการกระจายสินค้า การจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และการขนส่งพัสดุ เพื่อให้สามารถสกัดกั้นการกระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวทิ้งท้ายว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กรมสรรพสามิตจะเดินหน้ายกระดับการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูล การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและเท่าทันรูปแบบการกระทำผิดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งเปลี่ยนจากแนวคิด “มาตรการเดียวใช้ทั่วประเทศ” สู่ “พื้นที่ต่างกัน ความเสี่ยงต่างกัน มาตรการก็ต้องต่างกัน” (From One-Size-Fits-All to Tailored Enforcement) เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง ลดการเข้าสู่ตลาด สร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย รักษารายได้ของรัฐ และสร้างความเชื่อ