xs
xsm
sm
md
lg

ก.ล.ต. สั่งเชือด Vcex.io กระดานเทรดคริปโตเถื่อน ดำเนินคดี 5 ราย ปิดทั้งระบบ 7 พ.ย. นี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ก.ล.ต. งัดกฎหมายหนักเอาผิด บจก. แอส ชัวร์ เทคโนโลยี พร้อมกรรมการและบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 5 ราย ฐานลักลอบเปิดแพลตฟอร์ม Vcex.io ให้บริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืน พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ชนิดเต็มข้อ ทั้งเปิดเว็บ ทั้งทำแอป ทั้งเก็บค่าธรรมเนียม ทั้งจัดอีเวนต์โปรโมตถึงหน้างาน ส่งเรื่องถึง บก.ปอศ. ดำเนินคดีอาญา พร้อมประสานกระทรวงดีอีใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. อาชญากรรมเทคโนโลยีฉบับใหม่ ปิดกั้นการเข้าถึงแพลตฟอร์มทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ตอกย้ำท่าทีไม่ยอมให้ "กระดานเถื่อน" เป็นช่องทางฟอกเงินของมิจฉาชีพ

เปิดโปงกระดานเถื่อน จากตรวจสอบสู่กล่าวโทษ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เดินเกมรุกเต็มสูบ เมื่อมีคำสั่ง กล่าวโทษ บริษัท แอส ชัวร์ เทคโนโลยี จำกัด (บจก. แอส ชัวร์) พร้อมบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 5 ราย ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กรณีให้บริการแพลตฟอร์ม Vcex.io ทั้งในรูปแบบเว็บไซต์ (www.vcex.io) และแอปพลิเคชัน VCEX อันเข้าข่าย ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ) อย่างชัดแจ้ง

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้หยุดแค่การกล่าวโทษ เพราะ ก.ล.ต. ยังได้ประสานส่งข้อมูลแพลตฟอร์มดังกล่าวไปยัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) เพื่อใช้อำนาจ ปิดกั้นการเข้าถึง ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของแพลตฟอร์มทั้งหมด เท่ากับปิดทางรอดของกระดานเถื่อนรายนี้อย่างสิ้นเชิง

เจาะพฤติการณ์ ครบวงจรยิ่งกว่า "แค่เปิดเว็บ"

ผลการตรวจสอบของ ก.ล.ต. เปิดเผยให้เห็นว่า พฤติการณ์ของ บจก. แอส ชัวร์ ไม่ใช่การกระทำแบบสมัครเล่น แต่เป็นการ  วางระบบเชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ ตลอดช่วงระหว่างวันที่ 24 ธันวาคม 2564 - 2 กันยายน 2565  โดยมี นายศิวนัส ยามดี และ นางสาวพิมพ์ชยา วัฒนกุลโยธิน ร่วมกันดำเนินการ ดังนี้

เปิดแพลตฟอร์มซื้อขายเต็มรูปแบบ ผู้ใช้งานสามารถจับคู่คำสั่งซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลของตนเองได้บนแพลตฟอร์ม Vcex.io ทั้งผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นการให้บริการในลักษณะ ศูนย์ซื้อขาย (Exchange) อย่างแท้จริง

เก็บค่าธรรมเนียมเป็นทางค้าปกติ ไม่ใช่แค่เปิดให้ใช้ฟรี แต่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ใช้งาน อันเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าดำเนินการในเชิงพาณิชย์

ให้บริการเป็นภาษาไทย ชี้ชัดว่ากลุ่มเป้าหมายคือผู้ใช้งานชาวไทย ไม่ใช่แพลตฟอร์มต่างประเทศที่บังเอิญมีคนไทยเข้าใช้

จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ตามสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย รวมถึงผ่านช่องทางออนไลน์ แสดงถึงเจตนาที่จะ ขยายฐานลูกค้า อย่างเปิดเผย ราวกับว่าตนเองเป็นผู้ประกอบการที่ถูกกฎหมาย

พฤติการณ์ทั้งหมดนี้เข้าข่ายการประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการ ฝ่าฝืนมาตรา 26 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ มีความผิดและระวางโทษตาม มาตรา 66 แห่ง พ.ร.ก. ฉบับเดียวกัน ประกอบ มาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ว่าด้วยการเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด

ล็อกเป้า 5 ราย กรรมการหนีไม่พ้น

ก.ล.ต. ไม่ได้หยุดแค่กล่าวโทษนิติบุคคล แต่ เอาผิดถึงตัวบุคคล ที่เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานอย่างครบถ้วน โดยในช่วงเกิดเหตุ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามของ บจก. แอส ชัวร์ ประกอบด้วย นายยุทธนา ศรีสุริยาภรณ์ นายศิวนัส ยามดี และ นายกีรติ ประสานไทย ซึ่งในฐานะบุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนินงาน ทั้ง 3 รายจึง ต้องรับผิดเช่นเดียวกับนิติบุคคล ตาม มาตรา 94 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ที่กำหนดให้กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลที่กระทำความผิด ต้องรับโทษเช่นเดียวกัน

รายชื่อผู้ถูกกล่าวโทษทั้ง 5 ราย ได้แก่

1.บริษัท แอส ชัวร์ เทคโนโลยี จำกัด ในฐานนิติบุคคลผู้ดำเนินการ
2.นายยุทธนา ศรีสุริยาภรณ์ ในฐานกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
3.นายศิวนัส ยามดี ในฐานกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม / ร่วมดำเนินการ
4.นายกีรติ ประสานไทย ในฐานกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
5.นางสาวพิมพ์ชยา วัฒนกุลโยธิน ในฐานผู้ร่วมดำเนินการ

ทั้งหมดถูกกล่าวโทษต่อ บก.ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

กระบวนการหลังกล่าวโทษ เดินหน้าอาญา

ภายหลังการกล่าวโทษของ ก.ล.ต. กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาจะเข้าสู่ขั้นตอนตามลำดับ ดังนี้

1.ขั้นสอบสวน พนักงานสอบสวน บก.ปอศ. รวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง

2.ขั้นสั่งฟ้อง พนักงานอัยการพิจารณาสำนวนและมีคำสั่งว่าจะฟ้องคดีหรือไม่

3.ขั้นพิจารณาคดี ศาลยุติธรรมพิจารณาและมีคำพิพากษา

ก.ล.ต. ยืนยันว่าจะ ติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ในทุกกระบวนการ

ปิดกั้นแพลตฟอร์ม อาวุธใหม่จาก พ.ร.ก. อาชญากรรมเทคโนโลยี

จุดที่น่าจับตาเป็นพิเศษในกรณีนี้ คือการที่ ก.ล.ต. ใช้กลไกตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 เป็นเครื่องมือเสริม โดยนำส่งข้อมูลแพลตฟอร์ม Vcex.io ต่อกระทรวงดีอี ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายฉบับดังกล่าวในการ สั่งปิดกั้นการเข้าถึงแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาต

ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมคือ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ประชาชนจะไม่สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์ม Vcex.io ได้อีกต่อไป

การใช้มาตรการ "ปิดกั้น" ควบคู่กับการ "กล่าวโทษ" ถือเป็นการ ยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย จากเดิมที่อาศัยเพียงกระบวนการอาญาซึ่งใช้เวลานาน มาเป็นการตัดวงจรที่ต้นทาง ปิดช่องทางเข้าถึงแพลตฟอร์มเถื่อนก่อนที่กระบวนการยุติธรรมจะถึงที่สุด เพื่อ คุ้มครองผู้ลงทุน และ ยับยั้งไม่ให้แพลตฟอร์มเถื่อนถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินของมิจฉาชีพ

นับเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ก.ล.ต. มีแนวโน้มจะใช้อาวุธทางกฎหมายชิ้นใหม่นี้เป็น "บรรทัดฐาน" ในการจัดการกับกระดานเทรดคริปโตเถื่อนที่อาจผุดขึ้นมาอีกในอนาคต

เสียงเตือนจาก ก.ล.ต. "อย่าเสี่ยงกับกระดานเถื่อน"

ก.ล.ต. ใช้โอกาสนี้ เตือนประชาชนและผู้ลงทุน ให้ระมัดระวังการใช้บริการกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยชี้ให้เห็นความเสี่ยงสำคัญ 3 ประการ

ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หากเกิดปัญหา ผู้ลงทุนจะไม่มีช่องทางเรียกร้องสิทธิ์ตามกลไกที่กฎหมายกำหนด

เสี่ยงถูกหลอกลวง (Scam) แพลตฟอร์มเถื่อนไม่มีมาตรฐานการกำกับดูแล จึงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของการฉ้อโกง

เสี่ยงเรื่องการฟอกเงิน ผู้ใช้งานอาจตกเป็นเครื่องมือในขบวนการฟอกเงินโดยไม่รู้ตัว

เตือนสติตรวจสอบก่อนลงทุน ผู้ลงทุนสามารถ ตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาต ได้ที่ เว็บไซต์ ก.ล.ต. และ แอปพลิเคชัน SEC Check First นอกจากนี้หากพบเบาะแสเกี่ยวกับการดำเนินการที่น่าสงสัย สามารถแจ้งได้ที่ "ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแส" ผ่านช่องทาง
 โทร. 1207  Facebook Page  สำนักงาน กลต. และ SEC Live Chat ผ่านเว็บไซต์ ก.ล.ต.

พร้อมเชือด "กระดานเถื่อน" ทันที

กรณี Vcex.io สะท้อนให้เห็นถึง การยกระดับการบังคับใช้กฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย อย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมที่การจัดการกับแพลตฟอร์มเถื่อนมักเป็นเพียงการประกาศเตือนหรือกล่าวโทษแล้วรอกระบวนการศาล ปัจจุบัน ก.ล.ต. มี เครื่องมือใหม่ในมือ คือ พ.ร.ก. อาชญากรรมเทคโนโลยี ฉบับที่ 2 ที่ให้อำนาจปิดกั้นการเข้าถึงแพลตฟอร์มได้ทันที โดยไม่ต้องรอคำพิพากษา

การ "ดำเนินการคู่ขนาน" ทั้งกล่าวโทษทางอาญาและปิดกั้นทางเทคนิค เป็นสัญญาณที่ส่งตรงถึงผู้ที่คิดจะเปิดกระดานเทรดคริปโตนอกระบบว่า ต้นทุนของการฝ่าฝืนกฎหมายสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่แค่ถูกฟ้อง แต่ธุรกิจจะถูก "ปิดสวิตช์" ได้ในทันที

สำหรับผู้ลงทุน กรณีนี้เป็นบทเรียนที่ชัดเจนว่า ความสะดวกไม่ได้แปลว่าปลอดภัย แพลตฟอร์มที่ดูดี มีแอป มีเว็บ มีอีเวนต์ แต่ไม่มีใบอนุญาต ก็คือ "กระดานเถื่อน" ที่อาจหายไปในชั่วข้ามคืน พร้อมกับเงินของผู้ลงทุนที่ฝากไว้