“ธีรวัฒน์ ธัญลักษณ์ภาคย์” เปิดหมดปมร้อน “แก้มลิงคู้บอน” หลังถูกโยงเอื้อประโยชน์ “ชัชชาติ” ยันบริษัทถือที่ดินในแนวบึงเพียง 20 ไร่ จาก 130 ไร่ และซื้อมาตั้งแต่ปี 2552 ก่อนมีโครงการบึงรับน้ำ ชี้หากเวนคืน 20 ไร่ พื้นที่ที่เหลือ 110 ไร่ยังทำบึงได้ พร้อมฟาดงบเวนคืนกว่า 200 ล้านบาทห่างราคาตลาด ลั่นหากรัฐจะเวนคืนพร้อมคุย แต่ต้องจ่ายราคาที่เป็นธรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีข่าวร้อน “บึงรับน้ำคู้บอน” หลังถูกตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์กับแผนก่อสร้างบึงรับน้ำของกรุงเทพมหานคร และบริษัทเสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ล่าสุด นายธีรวัฒน์ ธัญลักษณ์ภาคย์ ผู้บริหารบริษัท เสนาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่ดินบริเวณดังกล่าว ยืนยันบริษัทถือครองที่ดินที่อยู่ในแนวโครงการบึงรับน้ำเพียง 20 ไร่ จากพื้นที่โครงการทั้งหมด 130 ไร่ และซื้อที่ดินมาตั้งแต่ปี 2552 หรือกว่า 17 ปีก่อน พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการเอื้อประโยชน์ทางการเมือง
นายธีรวัฒน์ กล่าวว่า ที่ดิน 20 ไร่ที่บริษัทถือครอง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพื้นที่ 130 ไร่ที่ถูกกำหนดไว้สำหรับโครงการบึงรับน้ำ และบริษัทเข้าซื้อที่ดินดังกล่าวก่อนที่จะมีการผลักดันโครงการบึงรับน้ำ โดยมองว่าการนำประเด็นความสัมพันธ์ทางการเมืองมาเชื่อมโยงกับการถือครองที่ดินทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
“ผมมี 20 ไร่ แต่ว่าในโครงการที่จะทำบึงรับน้ำ 130 ไร่ ที่ไปกินอยู่ในที่ของเขา ข่าวที่ออกมาผมก็เฉยๆ แต่เผอิญไปมองว่าคุณชัชชาติมาเอื้อผม มันไปกันคนละเรื่อง ซึ่งไม่แฟร์กับผม” นายธีรวัฒน์กล่าว
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากกรุงเทพมหานครเดินหน้าโครงการบึงรับน้ำโดยเวนคืนเฉพาะพื้นที่ 20 ไร่ของบริษัท พื้นที่ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 110 ไร่ก็ยังสามารถดำเนินโครงการได้ โดยพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นพื้นที่ลักษณะทุ่งนาและไม่ได้มีการพัฒนา
เปิดไทม์ไลน์ “บึงคู้บอน” ปมถมดิน–สร้างบ้านตัวอย่าง
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ การเข้าไปพัฒนาพื้นที่ 20 ไร่ ทั้งการถมดิน ตัดถนน ทำรั้ว รวมถึงก่อสร้างคลับเฮ้าส์และบ้านตัวอย่าง 7 หลัง ซึ่งนายธีรวัฒน์ชี้แจงว่าเกี่ยวข้องกับแรงกดดันจากพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
นายธีรวัฒน์ กล่าวว่า แนวคิดการจัดทำบึงรับน้ำในพื้นที่เริ่มมีความชัดเจนหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ก่อนมีการทำประชาพิจารณ์ในปี 2560 โดยบริษัทส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ แต่ไม่ได้แสดงความเห็นคัดค้าน ต่อมาเมื่อกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเริ่มมีความชัดเจนในปี 2561 บริษัทจึงยื่นขอจัดสรรที่ดินในปี 2562 และได้รับมติจัดสรร เพื่อรักษาสิทธิ์เป็นระยะเวลา 3 ปี ขณะที่ในปี 2563 มีการปักป้ายประชาสัมพันธ์โครงการเวนคืน แต่บริษัทระบุว่าไม่มีความคืบหน้าจากภาครัฐ
กระทั่งปี 2564 กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเริ่มมีผลบังคับใช้ บริษัทจึงยื่นจัดสรรอีกครั้งเพื่อรักษาสิทธิ์ต่อไปอีก 3 ปี ก่อนสิทธิ์ดังกล่าวสิ้นสุดลงในปี 2567
เมื่อไม่มีความคืบหน้าเรื่องการเวนคืน บริษัทจึงจำเป็นต้องตัดสินใจพัฒนาที่ดินในช่วงปี 2568–2569 เพื่อไม่ให้ต้องแบกรับภาษีที่ดินรกร้าง โดยระบุว่า หากปล่อยที่ดินไว้จะต้องเสียภาษีในอัตรา 0.3% ขณะที่การพัฒนาที่ดินทำให้ภาระภาษีลดลงเหลือประมาณ 0.01%
“ผมต้องดูแลผู้ถือหุ้น ถือมา 17 ปี จะไม่ให้ผมทำได้อย่างไร ทำมาบอกว่าเอื้อผม ผมไม่รู้เอื้อผมตรงไหน” นายธีรวัฒน์กล่าว
เจ้าตัวยังยอมรับว่า กระแสข่าวเกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อบริษัท โดยเฉพาะความกังวลของลูกค้าที่อาจไม่กล้าตัดสินใจซื้อโครงการ เพราะเกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากการเวนคืน
ปัดปม “ชัชชาติ–ดร.ยุ้ย” ไม่มีเอื้อประโยชน์
สำหรับประเด็นที่มีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ หรือ “ดร.ยุ้ย” กับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายธีรวัฒน์ยืนยันว่า ไม่มีการเอื้อประโยชน์ใดๆ
นายธีรวัฒน์ กล่าวว่า ทั้งสองรู้จักกันตั้งแต่สมัยเป็นอาจารย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยช่วงหนึ่งนายชัชชาติเคยชวน ดร.เกษรา ไปช่วยงานในฐานะทีมที่ปรึกษา เนื่องจากมีความสามารถด้านการสื่อสารและการตลาด ก่อนที่นายธีรวัฒน์จะเรียกตัวลูกสาวกลับมาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัว พร้อมตั้งคำถามกลับว่า หากมีการเอื้อประโยชน์จริง เหตุใดบริษัทจึงถือครองพื้นที่ในแนวโครงการเพียง 20 ไร่ จากทั้งหมด 130 ไร่
“ถ้าเอื้อผม ทำไมผมไม่ซื้อทั้ง 130 ไร่ ไปซื้อแค่ 20 ไร่” นายธีรวัฒน์กล่าว
ทั้งนี้ นายธีรวัฒน์ยังระบุด้วยว่า บริษัทมีการสะสมแลนด์แบงก์ในพื้นที่โดยรอบมาอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ดิน 20 ไร่ในแนวบึงรับน้ำเป็นแปลงที่ยังไม่ได้พัฒนา
ฟาดงบเวนคืน 200 ล้าน “ห่างราคาตลาด”
อีกประเด็นที่นายธีรวัฒน์ตั้งข้อสังเกตคือ งบประมาณเวนคืนที่ถูกพูดถึงในระดับกว่า 200 ล้านบาท โดยมองว่าตัวเลขดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับราคาที่ดินในพื้นที่
ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นายธีรวัฒน์ระบุว่า ราคาซื้อขายที่ดินในพื้นที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 40,000–50,000 บาทต่อตารางวา ขณะที่หากรัฐชดเชยในระดับประมาณ 5,000 บาทต่อตารางวา เจ้าของที่ดินอาจไม่ยอมรับ นอกจากนี้ยังยกกรณีประสบการณ์ของบริษัทที่เคยถูกเวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างถนนกาญจนาภิเษก โดยระบุว่าบริษัทต่อสู้จนศาลมีคำสั่งให้จ่ายค่าทดแทนตามราคาตลาดที่ประมาณ 70,000 บาทต่อตารางวา เนื่องจากเป็นโฉนดแปลงเดียวกันกับพื้นที่ด้านหน้า
เตือนขุดบึง 800,000 ลบ.ม.กลางชุมชน ต้องจับตาความเสี่ยง
นายธีรวัฒน์ยังแสดงความกังวลในมิติวิศวกรรม หากโครงการบึงรับน้ำต้องรองรับน้ำประมาณ 800,000 ลูกบาศก์เมตร โดยระบุว่า การขุดบึงในพื้นที่ชุมชนอาจต้องขุดลึกประมาณ 5–6 เมตร และต้องมีระยะร่นจากพื้นที่โดยรอบ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการเติมน้ำจนเต็มพื้นที่และระบายน้ำออกอย่างรวดเร็ว อาจกระทบต่อเสถียรภาพของดินบริเวณโดยรอบและเกิดปัญหาดินสไลด์ได้ จึงเห็นว่าการก่อสร้างบึงรับน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ชุมชนไม่ใช่เรื่องที่สามารถดำเนินการได้โดยง่าย
นายธีรวัฒน์ กล่าวถึงกรณีที่ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าตนมีความคุ้นเคยกับครอบครัวของนายอรรถวิชช์ และเลือกที่จะไม่โทรศัพท์ไปพูดคุยเป็นการส่วนตัว เพราะมองว่าเป็นประเด็นที่ผู้ใหญ่ในครอบครัวน่าจะรับทราบ
นายธีรวัฒน์ ย้ำว่า หากภาครัฐมีความจำเป็นต้องเวนคืนที่ดิน บริษัทพร้อมเข้าสู่กระบวนการ แต่สิ่งสำคัญคือการจ่ายค่าทดแทนที่สอดคล้องกับราคาตลาด พร้อมตั้งคำถามกลับถึงพื้นที่ส่วนที่เหลือว่า หากมีที่ดินประมาณ 110 ไร่ที่ยังเป็นพื้นที่นา เหตุใดจึงไม่เลือกใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบึงรับน้ำ
จากคำชี้แจงทั้งหมด นายธีรวัฒน์ยืนยันจุดยืนว่า ที่ดิน 20 ไร่ของบริษัทไม่ได้เกิดขึ้นจากการเอื้อประโยชน์ทางการเมือง แต่เป็นทรัพย์สินที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 2552 และการเดินหน้าพัฒนาในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลจากข้อจำกัดด้านภาษีที่ดินและความไม่แน่นอนของแผนเวนคืน ขณะที่ข้อถกเถียงเรื่อง “บึงคู้บอน” ยังคงต้องจับตาทั้งในมิติการจัดการพื้นที่รับน้ำ การเวนคืน และผลกระทบต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ต่อไป