xs
xsm
sm
md
lg

"ฮ่องกง" ขีดเส้นตายสิ้นปี '69 ดันกฎหมายคุมคริปโต 4 ด้าน หวังปักหมุดศูนย์กลางการเงินโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รัฐบาลฮ่องกงยืนยันเดินหน้าเสนอร่างกฎหมายกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลฉบับแก้ไขให้เสร็จสิ้นก่อนสิ้นปี 2569 เพื่อวางระบบใบอนุญาตมาตรฐานสากลอย่างเต็มรูปแบบ มาตรการใหม่ครอบคลุมธุรกิจสี่ด้านสำคัญ ตั้งแต่ศูนย์ซื้อขาย บริการรับฝาก การให้คำปรึกษา ไปจนถึงการบริหารจัดการสินทรัพย์คริปโต การยกระดับกฎเกณฑ์ครั้งนี้ช่วยเปิดทางให้เม็ดเงินสถาบันไหลเข้าสู่ระบบการเงินดิจิทัลอย่างปลอดภัย พร้อมผลักดันเกาะฮ่องกงสู่ศูนย์กลางฟินเทคชั้นนำของภูมิภาค

คริสโตเฟอร์ ฮุย (Christopher Hui) เลขาธิการด้านบริการทางการเงินและคลังของฮ่องกง ชี้แจงทิศทางนโยบายว่า ทางการเตรียมเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมเข้าสู่การพิจารณาภายในปีนี้ การปรับแก้ข้อบังคับมุ่งเน้นการสร้างกรอบกำกับดูแลที่ครอบคลุม เพื่อตอบสนองต่อนวัตกรรมฟินเทคที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

หัวใจของกฎหมายฉบับแก้ไขมุ่งจัดระเบียบ 4 เสาหลักของตลาดคริปโต ได้แก่ ธุรกิจศูนย์ซื้อขาย (Trading) บริการผู้รับฝากและดูแลรักษาสินทรัพย์ (Custody) ธุรกิจการให้คำปรึกษาการลงทุน (Advisory) และการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Management) การขยายขอบเขตกำกับดูแลจะปิดช่องโหว่ทางกฎหมายเดิม พร้อมนำกิจกรรมนอกระบบเข้ามาอยู่ใต้การตรวจสอบอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลฮ่องกงส่งสัญญาณชัดเจนตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ถึงแผนการยื่นร่างข้อบังคับสินทรัพย์คริปโทเคอร์เรนซีต่อสภานิติบัญญัติ ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางฮ่องกง หรือ Hong Kong Monetary Authority (HKMA) ได้เริ่มกระบวนการพิจารณาคำขอใบอนุญาตผู้ออกสเตเบิลคอยน์ไปล่วงหน้า

ความคืบหน้านโยบายเห็นผลเป็นรูปธรรมทันทีเมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา หลัง HKMA ตัดสินใจอนุมัติใบอนุญาตผู้ออกสเตเบิลคอยน์ชุดแรกแก่สองสถาบันการเงิน ได้แก่ Anchorpoint Financial และ The Hongkong and Shanghai Banking Corporation หรือ HSBC การรับรองสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่แสดงถึงความพร้อมของฮ่องกงในการเชื่อมระบบการเงินดั้งเดิมเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

อย่างไรก็ตามในเชิงกลยุทธ์ การเร่งรัดกรอบเวลาก่อนสิ้นปี 2569 ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ฮ่องกงต้องการปิดช่องว่างความเสี่ยงเพื่อตัดหน้าคู่แข่งสำคัญอย่างสิงคโปร์ ตลอดจนชาติตะวันตก การสร้างความแน่นอนทางกฎหมายย่อมสร้างต้นทุนการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่สูงขึ้นแก่ผู้ประกอบการรายย่อย ทว่าในมุมมองของนักลงทุนสถาบันและกองทุนระดับโลก ความโปร่งใสคือปัจจัยชี้ขาดในการจัดสรรพอร์ตเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัล

สัญญาณที่น่าจับตาหลังจากนี้อยู่ที่การรักษาสมดุลของฮ่องกงระหว่างการคุ้มครองนักลงทุนกับการเปิดกว้างต่อนวัตกรรม หากหน่วยงานกำกับดูแลคุมเข้มจนตึงเกินไป ฮ่องกงอาจเผชิญภาวะชะลอตัวของกลุ่มสตาร์ตอัป แต่หากทำสำเร็จ เกาะแห่งนี้จะกลายเป็นสะพานเชื่อมเงินทุนสถาบันที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย