xs
xsm
sm
md
lg

กกร.ชงนายกฯกำหนดแผนรับมืออุทกภัย พร้อมตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ-อุตฯยานยนต์เจอพิษน้ำท่วม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กกร.เตรียมทำหนังสือถึงนายก เรียกร้องให้ภาครัฐวางแนวทางเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยของประเทศ เปิดทางให้มีภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นบอร์ดฯ พร้อมจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อประเมินผลกระทบจากอุทกภัยและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ห่วงอุตฯยานยนต์ ขาดแคลนชิ้นส่วนฯ หากแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ภายใน12ต.ค.นี้ หลังโรงงานชิ้นส่วนรถยนต์ปิดชั่วคราวจากน้ำท่วม

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า กกร. เตรียมจัดทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันให้ภาครัฐพิจารณาแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยของประเทศไทย โดยมีภาคเอกชน เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการน้ำทั้ง 3 คณะ ประกอบด้วย 1)คณะอนุกรรมการชับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำและโครงการสำคัญ 2) คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 3) คณะอนุกรรมการพัฒนาหลักเกณฑ์นวัตกรรมการบริหารทรัพยากรน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

ทั้งนี้ เพื่อให้การกำหนดนโยบาย และมาตรการ สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของภาคธุรกิจ ภาคเกษตร และประชนชน ขณะเดียวกัน กกร. มีมติจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อประเมินผลกระทบจากอุทกภัย และจัดทำข้อเสนอแนวทางเตรียมความพร้อมและฟื้นฟู เพื่อจัดทำแผนบูรณาการ การจัดการน้ำทั้งระบบ พร้อมกับสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและเร่งฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม


นายพจน์ กล่าวว่าภัยธรรมชาติ กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทย ที่ผ่านมา ภาครัฐต้องใช้งบประมาณเฉลี่ย 5-6 หมื่นล้านบาทต่อปีในการเยียวยาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อภาคประชาชน ภาคธรุกิจ โดยเฉพาะ SME ภาคเกษตร การผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และ Supply Chain ในภาคกลาง และภาคตะวันออก สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของภาคธุรกิจ และประชาชน ซึ่งยังไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ อีกทั้งยังเพิ่มภาระหนี้สิน และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

กกร. เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการป้องกัน และบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ควบคู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) ในระดับพื้นที่ให้รวดเร็ว แม่นยำ และมีข้อมูลเพียงพอต่อการตัดสินใจ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเตรียมรับมือได้ทันท่วงที

พร้อมยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานอย่างครบวงจร ตั้งแต่การกักเก็บ การส่งและระบายน้ำ การจัดเตรียมพื้นที่รองรับน้ำหลาก ไปจนถึงการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ และนิคมอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องบูรณาการวางผังเมือง และการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับทิศทางการไหลของน้ำ และความเสี่ยงจากอุทกภัย โดยคำนึงถึงการรักษาทางน้ำและพื้นที่รับน้ำ ตลอดจนกำหนดแนวทางพัฒนาพื้นที่ชุมชน และอุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนากลไกประกันภัยพิบัติ เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ รักษาความต่อเนื่องของภาคการผลิต ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสริมความมั่นคงด้านน้ำของประเทศในระยะยาว

เร่งแก้ไขปัญหาการขนส่งสินค้าทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ การขนส่งสินค้าทางอากาศมีมูลค่าประมาณ 2.42 ล้านล้านบาท หรือราวหนึ่งในสามของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แต่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังประสบปัญหาความแออัด ขณะที่อุทกภัยยิ่งส่งผลให้เที่ยวบินล่าช้าและถูกยกเลิก รวมถึงมีผู้โดยสารและสัมภาระตกค้างเป็นจำนวนมากกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศ และในช่วงที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ดังนั้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรเร่งบูรณาการและแก้ไขปัญหา เพื่อให้การเดินทางและการให้บริการกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว


นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความเสียหายของโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ จากเหตุการณ์น้ำท่วมปีนี้ เป็นมูลค่ารวมกันประมาณ 6,000 ล้านบาทและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก

สิ่งที่เป็นกังวลคือ โรงงานชิ้นส่วนยานยนต์ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และต้องหยุดการผลิตชั่วคราว ส่งผลให้โรงงานประกอบรถยนต์ ต้องดึงสต็อกเดิมมาใช้ ซึ่งหากไม่สามารถแก้ปัญหาได้จบภายในวันที่ 12 ต.ค.นี้ จะเริ่มส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะไม่สามารถนำชิ้นส่วนไปประกอบรถยนต์ได้ จึงรอลุ้นว่าจะมีน้ำเหนือเข้ามาเติม หรือมีฝนตกเพิ่มมากขึ้นอีกหรือไม่