xs
xsm
sm
md
lg

CIMBT มอง Q4/69 ตลาดรับมือดอกเบี้ยขาขึ้นได้ กำไรบริษัทแข็งแกร่ง ปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นสหรัฐ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



CIMBT มอง Q4/69 ตลาดรับมือดอกเบี้ยขาขึ้นได้ แม้อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเป็นแรงกดดัน แต่ไม่ใช่ปัจจัยที่เปลี่ยนภาพการลงทุน เพราะการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งจะช่วยชดเชยแรงกดดันต่อระดับมูลค่าได้ ขณะที่กำไรบริษัทแข็งแกร่ง และ AI เป็นปัจจัยหนุน พร้อมปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นสหรัฐ แนะหุ้นกู้ USD ล็อกผลตอบแทนสูง

นายจิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ Head, Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย [CIMBT] กล่าวว่า มุมมองการลงทุนในไตรมาส 4/69 แม้ตลาดการเงินโลกยังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อด้านต้นทุน (Cost-push Inflation) จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นหลังข้อตกลงหยุดยิงในตะวันออกกลางล้มเหลว และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี แต่ตลาดยังสามารถรับมือกับอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตโดดเด่นจากแรงหนุนของการลงทุนและการนำ AI มาใช้ Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จึงให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารทุนมากกว่าตลาด (Overweight) โดยปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นเป็น Overweight พร้อมแนะนำกลยุทธ์ Barbell ควบคู่กับตราสารหนี้คุณภาพและสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อรักษาเสถียรภาพของพอร์ตการลงทุน

ปัจจัยแรกที่ต้องติดตาม คือ การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยกรณีฐานคาดว่าจะปรับขึ้นรวม 2 ครั้งในปีนี้ (ครั้งแรกในเดือนกันยายน) ไปอยู่ที่ระดับ 4.00-4.25% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม เส้นทางการขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปเมื่อเทียบกับวัฏจักรในอดีต และท่าทีเชิงรุกของเฟดจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ

โดย Wealth Research & Advisory คาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี จะเคลื่อนไหวในกรอบ 4.80-5.20% โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังเป็นปัจจัยชี้ขาด ซึ่งกรณีฐานคาดว่าจะอยู่ในกรอบ 80-100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แต่หากราคายืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ต่อเนื่อง 3-6 เดือน อาจทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวหลุดกรอบ และ Fed ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่คาด

อีกปัจจัยสำคัญ คือ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในเดือนพ.ย.ที่จะถึงนี้ ซึ่ง Wealth Research & Advisory ประเมินว่ามีโอกาสราว 60% ที่ผลจะออกมาในรูปแบบรัฐบาลแบ่งขั้ว (Divided Government) โดยพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และพรรครีพับลิกันรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภาไว้ได้ นำไปสู่ภาวะชะงักงันทางการเมือง (Political Gridlock) ซึ่งจะช่วยลดความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย และเปิดโอกาสให้นักลงทุนกลับมาให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและผลประกอบการ โดยสถิติในอดีตพบว่าตลาดหุ้นมักฟื้นตัวหลังรู้ผลการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งค่ากลางของดัชนี S&P 500 ปรับเพิ่มขึ้นราว 9.5% ในช่วงประมาณ 6 เดือนหลังการเลือกตั้ง

มุมมองการลงทุนไตรมาส 4/69 อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเป็นแรงกดดัน แต่ไม่ใช่ปัจจัยที่เปลี่ยนภาพการลงทุน เพราะการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งจะช่วยชดเชยแรงกดดันต่อระดับมูลค่า โดยจากวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ย 8 รอบที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 4.6% ในช่วง 12 เดือนหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก และราว 11.5% ตลอดวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น Wealth Research & Advisory จึงแนะนำให้นักลงทุนลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรออกจากตลาดเพราะความกังวลระยะสั้น พร้อมจัดพอร์ตแบบ Barbell ที่จับคู่หุ้นกลุ่ม Quality Growth ที่ได้แรงหนุนจาก AI กับหุ้นโลกแบบกระจายการลงทุน และใช้ตราสารหนี้และสินทรัพย์ทางเลือกช่วยรักษาเสถียรภาพของผลตอบแทน

ด้านปัจจัยพื้นฐาน เศรษฐกิจสหรัฐยังได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคและการลงทุนที่แข็งแกร่ง ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2/69 ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมอัตรากำไรที่อยู่ในระดับสูงและแนวโน้มผลประกอบการ (Forward Guidance) ที่ยังสนับสนุนการเติบโต โดยคาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทใน S&P 500 ปี 70 จะเติบโตราว 17% นำโดยกลุ่มเทคโนโลยีที่ 33% ขณะที่ค่า P/E ของดัชนีที่ต่ำกว่า 20 เท่ายังไม่ถือว่าสูงเกินไป Wealth Research & Advisory จึงปรับเป้าหมายดัชนี S&P 500 เป็น 8,400 จุด (อิง P/E 20 เท่า) โดยยังเน้นบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน AI ที่มีความชัดเจนด้านกำไร พร้อมขยายการลงทุนไปยังกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการนำ AI มาใช้ ได้แก่ กลุ่มการแพทย์ อุตสาหกรรม และการเงิน ทั้งนี้ ธีม AI ยังเติบโตต่อเนื่องเกินปี 2569 จากช่วงสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สู่ช่วงสร้างรายได้ (AI Monetisation) ในปี 69-71 และการนำ AI ไปใช้ในโลกกายภาพ (Physical AI) ตั้งแต่ปี 70 เป็นต้นไป

ด้านตราสารหนี้ หุ้นกู้ภาคเอกชนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ระดับ Investment Grade มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันอยู่ในระดับกว่า 5 % สูงสุดในรอบหลายปี และสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 3.93% อย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นจังหวะที่ดีสำหรับนักลงทุนที่ซื้อและถือจนครบกำหนดอายุ (Buy-and-Hold) ทั้งนี้ ท่าทีเข้มงวดของเฟดจะเป็นแรงหนุนดอลลาร์สหรัฐฯ ในระยะสั้น ธนาคารจึงแนะนำคงสถานะ USD/THB แบบไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Unhedged) ในพอร์ตบางส่วน เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนรวม

ทั้งนี้ ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามในไตรมาส 4/69 ได้แก่ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกลับมารุนแรงขึ้น โดยเฉพาะหากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลวและการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก การที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยมากเกินไปท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ และความเสี่ยงที่วัฏจักรการลงทุนด้าน AI จะสูญเสียโมเมนตัม หากต้นทุนการระดมทุนที่สูงขึ้นกดดันการลงทุน (CAPEX)

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการรับประโยชน์จากการเติบโตและอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ที่อยู่ในระดับสูงรวมถึงสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ Wealth Research & Advisory แนะนำกองทุน CIMB Signature Series ประกอบด้วย SIGNATURE GINCOME กองทุนตราสารหนี้โลก และ SIGNATURE GINGRO กองทุนประเภท Multi-Asset โดยกองทุน SIGNATURE GINCOME สร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ที่ 5.86% ขณะที่กองทุน SIGNATURE GINGRO สร้างผลตอบแทนย้อนหลังนับจากวันจัดตั้งกองทุนเมื่อ 9 เม.ย. 69 ที่ 10.80% (สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่มา: Factsheet ณ วันที่ 31 ส.ค. 69)

ทั้งนี้ ทั้งสองกองทุนเปิดให้ลงทุนได้ทั้งสกุลเงินบาทและสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนในต่างประเทศ พร้อมสร้างโอกาสรับผลตอบแทนและกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่องในระยะยาว