แกะรอยเส้นทางชีวิตของ "ไทหยาง ซาง" อดีตนักศึกษาดรอปเอาต์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย สู่ผู้ก่อตั้ง Ren Protocol ซึ่งถูกสืบสวนพบว่าเป็นเส้นทางลำเลียงและฟอกเงินผิดกฎหมายข้ามชาติมูลค่ากว่า 5.4 แสนล้านบาท (540 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ให้แก่เครือข่ายแฮกเกอร์ระดับโลก ก่อนที่กิจการจะเข้าสู่อาณาจักร FTX ของ แซม แบงก์แมน-ฟรีด และล่มสลายลงจนกลายเป็น Legal Rug Pull ทิ้งความเสียหายมหาศาลไว้แก่นักลงทุน อย่างไรก็ตาม ปลายทางของมหาเศรษฐีคริปโตรายนี้กลับมาปรากฏในแผ่นดินไทยผ่านการสมรสกับ ส.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ พรรคภูมิใจไทย พร้อมรายการตั๋วหนี้เน่าและสิทธิเรียกร้องมูลค่า 1,440 ล้านบาทกับ Three Arrows Capital ที่ล้มละลาย ซึ่งกำลังกลายเป็นชนวนระเบิดตรวจสอบความโปร่งใสกลางสภาผู้แทนราษฎรไทย
เปิดม่านปริศนา "ไทหยาง ซาง" ชายผู้ไร้รากเหง้าสู่มหาเศรษฐีคริปโต
ในการสืบสวนอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติและการตรวจสอบเส้นทางเงินในโลกสินทรัพย์ดิจิทัล สัญญาณเตือนภัยแรกสุด (Red Flag) มักไม่ได้เริ่มต้นที่ตัวเลขในบัญชี แต่เริ่มจากความคลุมเครือของข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคล เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งสามารถก้าวขึ้นมาควบคุมสภาพคล่องทางการเงินระดับหมื่นล้านบาทได้โดยปราศจากร่องรอยทางประวัติศาสตร์การทำธุรกิจหรือตระกูลดั้งเดิม สภาวะหลุมดำทางข้อมูลดังกล่าวย่อมสะท้อนถึงโครงสร้างการเงินสีเทาที่ถูกตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อบดบังที่มาของทุนตั้งต้น
จากการตรวจสอบประวัติของ จาง ไท่หยาง (Taiyang Zhang หรือ ไทหยาง ซาง) พบว่าเขาเกิดที่กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย ถือสัญชาติออสเตรเลีย เชื้อสายจีน แม้จะปรากฏตัวในฐานะนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับบิดา มารดา วงศาคณาญาติ หรือธุรกิจครอบครัวดั้งเดิมกลับถูกปิดเป็นความลับโดยสมบูรณ์ ไม่ปรากฏในสารบบสื่อสาธารณะใดๆ ทั้งในออสเตรเลีย จีน หรือระดับสากล ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารโปรเจกต์การเงินระดับโลก ประวัติการศึกษาของเขาระบุเพียงการเข้าศึกษาในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) แต่ศึกษาวิชาอยู่ได้ไม่ถึง 1 ปีก็ตัดสินใจลาออกกลางคันเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์
ประเด็นเชิงวิเคราะห์ที่สะดุดตาคือ การที่บุคคลผู้ไร้รากเหง้าทางธุรกิจตระกูล และดรอปเอาต์จากมหาวิทยาลัยตั้งแต่วัย 20 ปีต้นๆ สามารถสะสมสภาพคล่องและก้าวขึ้นมาคุมการบริหารเงินระดับหมื่นล้านบาทได้ภายในเวลาไม่ถึงทศวรรษ ก่อให้เกิดคำถามสำคัญถึงแหล่งทุนตั้งต้นที่แท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น การที่ จาง ไท่หยาง ร่วมกับ หลง หวัง (Loong Wang) หุ้นส่วนธุรกิจ จัดตั้งทุนการศึกษา "PhD Taiyang and Loong" ที่ ANU โดยมุ่งเจาะจงให้ทุนในสาขา "ชีววิทยาเชิงคำนวณ" (Computational Biology) ซึ่งเป็นสาขาที่ไม่เกี่ยวข้องกับสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่เขาดรอปออกมาเลยแม้แต่น้อย ยิ่งฉายภาพยุทธศาสตร์สร้างภาพลักษณ์ทางสังคม (CSR Masking) เพื่ออาศัยความน่าเชื่อถือของสถาบันการศึกษาระดับโลกเป็นเกราะบังหน้าและสร้างคอนเนกชัน กลบเกลื่อนรอยร่องความคลุมเครือของที่มาแห่งทุน
ความคลุมเครือในระดับตัวบุคคลนี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญในการเดินหน้าสร้างเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการเงินในขั้นตอนถัดไป ซึ่งกลายมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานไร้ตัวตนในโลกคริปโต
จาก Dark Pool สู่ RenVM การสร้างทางด่วนไร้กฎหมายข้ามบล็อกเชน
การเติบโตของระบบการเงินแบบไร้ศูนย์กลาง (DeFi) พึ่งพานวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Cross-Chain Bridge หรือสะพานเชื่อมบล็อกเชนเพื่อสลับเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลข้ามเครือข่าย อย่างไรก็ดี นวัตกรรมเทคโนโลยีการเชื่อมโยงบล็อกเชนนี้ได้กลายเป็นดาบสองคมเมื่อผู้พัฒนามุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกในการย้ายเงินโดยจงใจละทิ้งระบบกำกับดูแลและการยืนยันตัวตน ส่งผลให้เครื่องมือทางเทคโนโลยีถูกเปลี่ยนสภาพกลายเป็นทางด่วนไร้กฎหมายข้ามพรมแดน
เส้นทางอาชีพของ จาง ไท่หยาง เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2557 โดยการก่อตั้ง Neucode บริษัทรับพัฒนาซอฟต์แวร์ร่วมกับ หลง หวัง และ Jaz Gulati ก่อนจะต่อยอดเข้าสู่โลกการเงินคริปโตด้วยการเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Virgil Capital กองทุน Quantitative Hedge Fund ที่ใช้อัลกอริทึมการเทรดเชิงปริมาณ ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจเดียวกับที่ Alameda Research ของ แซม แบงก์แมน-ฟรีด ใช้ดำเนินงาน ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 จาง ไท่หยาง และ หลง หวัง ได้ร่วมกันก่อตั้ง Republic Protocol ขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ โดยวางแนวคิดสร้าง Decentralized Dark Pool ซึ่งเป็นระบบซื้อขายคริปโตแบบปิดลับที่อนุญาตให้นักลงทุนสถาบันเทรดสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลได้โดยไม่เปิดเผยตัวตน ปริมาณ หรือราคาต่อสาธารณะ
ระบบ Dark Pool ดังกล่าวนี่แหละ เมื่อนำมาผนวกกับโลกคริปโตที่ขาดการกำกับดูแล จึงแปรสภาพเป็นดินแดนไร้กฎหมาย เนื่องจากไม่มีการทำ KYC (Know Your Customer) และไม่มีการตรวจสอบ AML (Anti-Money Laundering) โดยพึ่งพาเทคโนโลยี Secure Multi-Party Computation (sMPC), Shamir's Secret Sharing และเครือข่าย Darknode ในการประมวลผลธุรกรรมแบบกระจายศูนย์ ต่อมาในต้นปี พ.ศ. 2561 Republic Protocol ได้ระดมทุนผ่านการเสนอขายเหรียญ ICO ได้เงินไปกว่า 34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 1,100 ล้านบาทในขณะนั้น) และในปี พ.ศ. 2562 ได้ทำการรีแบรนด์เป็น Ren Protocol พร้อมเปิดตัวระบบ RenVM ซึ่งปรับทิศทางมาเป็น Cross-Chain Liquidity Layer ทำหน้าที่เป็นสะพานข้ามเชนผ่านกลไก Lock-and-Mint โดยให้ผู้ใช้ฝากบิทคอยน์จริงเพื่อล็อกไว้ แล้วสร้างเหรียญสังเคราะห์ renBTC ออกมาใช้บน Ethereum หรือเชนอื่นๆ ก่อนจะเผา (Burn) renBTC เพื่อรับบิทคอยน์จริงกลับคืน
ด้วยโครงสร้างทางเทคโนโลยีที่จงใจตัดการระบุตัวตนและระบบตรวจสอบธุรกรรม RenVM จึงแปรสภาพจากนวัตกรรม DeFi ไปเป็นโครงสร้างการเงินนอกระบบอย่างสมบูรณ์ และกลายเป็นเป้าหมายหลักในการใช้งานของกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ระดับโลกในเวลาต่อมา
ชำแหละเส้นเงินโสโครก กลไก Chain-Hopping และตัวเลขสะเทือนขวัญ 5.4 แสนล้าน
ภัยคุกคามของอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติในยุคดิจิทัล พึ่งพาช่องโหว่ของโครงสร้างพื้นฐาน DeFi ในการฟอกเงินที่ได้จากการกระทำความผิด โดยอาศัยเทคนิคซับซ้อนเพื่อตัดสายสัมพันธ์ทางการเงิน ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานสืบสวนไม่สามารถติดตามยึดทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปได้ ซึ่ง RenVM ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการนี้
รายงานการสืบสวนจาก Elliptic บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนชั้นนำ ชี้ชัดว่า RenBridge และระบบ RenVM ถูกใช้อย่างแพร่หลายผ่านเทคนิคที่เรียกว่า Chain-Hopping หรือการกระโดดข้ามเชนเพื่อลบร่องรอยทางการเงิน ซึ่งประกอบด้วย 6 ขั้นตอนหลัก ได้แก่
1. การขโมยสินทรัพย์ (Theft/Siphoning): แฮกเกอร์โจมตีแพลตฟอร์มเพื่อขโมยคริปโตในรูปของ ETH หรือ Stablecoin
2. การปั่นล้างประวัติ (Mixing): นำสินทรัพย์ส่งผ่าน Tornado Cash เพื่อตัดร่องรอยระหว่างกระเป๋าต้นทางกับปลายทาง
3. การแลกเปลี่ยน (Swapping): ใช้ DEX แลกสินทรัพย์ที่ผ่านการ Mix แล้วเป็น renBTC
4. การข้ามสะพาน (Bridging): ส่ง renBTC ผ่าน RenVM เพื่อ Burn บน Ethereum แล้วรับ บิทคอยน์ จริงกลับคืนบน Bitcoin Network
5. การผสม บิทคอยน์ (Bitcoin Mixing): นำ บิทคอยน์ ที่ได้ไปเข้ากระบวนการ Bitcoin Mixer อีกครั้งเพื่อลบประวัติโดยสิ้นเชิง
6. การถอนเงินสด (Cash Out): แปลง บิทคอยน์ เป็นเงินสดผ่าน OTC ใต้ดินหรือกระดานเทรดที่ไม่มีระบบ KYC
ผลกระทบเชิงโครงสร้างจากเทคนิคนี้ทำให้มีเงินผิดกฎหมายสูงถึง 540 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นมูลค่าราว 1.9 ถึง 2 หมื่นล้านบาท หรือการประเมินมูลค่าหมุนเวียนรวมในเอกสารกว่า 5.4 แสนล้านบาท) ไหลผ่าน RenBridge ตลอดช่วงการดำเนินงาน โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ RenVM เป็นตัวเลือกอันดับ 1 ของแฮกเกอร์ เนื่องจากระบบไม่มี KYC ทำงานแบบ Permissionless อัตโนมัติ มีสถาปัตยกรรม sMPC ที่บดบังข้อมูลธุรกรรมของ Darknode และตัดขาดเส้นทาง On-chain ระหว่าง Ethereum กับ บิทคอยน์
ความร้ายแรงเด่นชัดขึ้นเมื่อปรากฏว่า กลุ่ม Lazarus Group แฮกเกอร์สายตรงจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ ได้ใช้ RenVM เป็นท่อหลักในการฟอกเงินจากการปล้น Ronin Bridge ของเกม Axie Infinity ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2565 มูลค่ากว่า 540-615 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินกว่า 51% ที่ถูก Bridge ออกไป ถูกส่งเข้าสู่ Bitcoin Mixer รวมถึงกรณี Harmony Horizon Hack มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 แม้ผู้พัฒนาจะอ้างว่าระบบเป็นโปรโตคอลสาธารณะ แต่การปฏิเสธที่จะปิดหรือปรับเปลี่ยนระบบเพื่อป้องกันอาชญากรรม นำมาซึ่งคำถามทางจริยธรรมร้ายแรง ก่อนที่กิจการทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนมือไปสู่อีกหนึ่งอาณาจักรการเงินที่อื้อฉาวที่สุดในโลก
ขายวิญญาณให้ Alameda Research โดมิโน FTX และยุทธการ Legal Rug Pull
การรวมศูนย์อำนาจและการดำเนินธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกองทุนเก็งกำไรขนานใหญ่ คือชนวนเหตุที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเงินระดับโดมิโน เมื่อโครงสร้างพื้นฐานข้ามเชนถูกโอนย้ายไปอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มทุนที่มีพฤติกรรมยักยอกเงินลูกค้า ผลลัพธ์สุดท้ายจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพังทลายลงพร้อมกัน
ในเดือนมกราคม ถึง กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 Alameda Research ของ แซม แบงก์แมน-ฟรีด ได้เข้าซื้อกิจการทีมพัฒนาและนิติบุคคลเบื้องหลัง Ren Protocol (ได้แก่ Dappbase Pty Ltd, MPC Technologies Pte Ltd และ Dappbase Ventures Ltd) ผ่านบริษัท Maclaurin Investments (เดิมคือ Alameda Ventures) ในรูปแบบ Acqui-hire โดยมีข้อสังเกตเชิงสืบสวนว่า มูลค่าดีลซื้อขายจริงไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ปรากฏเพียงข้อมูลการที่ Alameda จ่ายเงินสนับสนุนทีมพัฒนาประมาณ 700,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อไตรมาส ขณะที่ จาง ไท่หยาง ได้เข้ารับตำแหน่ง Venture Partner ที่ Alameda Research ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ Alameda กำลังยักยอกเงินลูกค้าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
การเข้าซื้อกิจการแบบ Acqui-hire ครั้งนี้ เปรียบเหมือนยุทธศาสตร์การผูกลมไว้กับไฟ เพราะเมื่อโครงสร้างเซิร์ฟเวอร์ เงินทุนดำเนินงานพัฒนา และการถือครอง บิทคอยน์ ค้ำประกันในระบบถูกรวบไปไว้ใต้ร่มเงาของ Alameda เมื่อ FTX และ Alameda Research ยื่นล้มละลายภายใต้ Chapter 11 ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 แซม แบงก์แมน-ฟรีด ถูกจับกุมและตัดสินจำคุก 25 ปีในข้อหาฉ้อโกงและสมคบกันฟอกเงิน วิกฤตการณ์ดังกล่าวจึงย้อนกลับมาทำลาย Ren Protocol อย่างย่อยยับ เงินคงคลังเหลือเพียง 160,000 ดอลลาร์สหรัฐ Alameda หยุดจ่ายเงินสนับสนุน ทำให้ระบบ RenVM 1.0 ต้องประกาศปิดตัว มูลค่า renBTC ในตลาดร่วงลงจากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 15.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ราคาเหรียญ REN ดิ่งลงจากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 1.81 ดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 เหลือเพียง 0.003 ดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 หรือสูญเสียมูลค่าไปมากกว่า 99.8%
ซ้ำร้ายในเดือนเมษายน พ.ศ. 2566 ทีมงาน Ren ได้โอนบิทคอยน์ที่ค้ำประกันอยู่ในระบบจำนวน 437 เหรียญ (มูลค่าราว 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ไปยัง Cold Wallet ของตัวแทนผู้ชำระบัญชี FTX ส่งผลให้บิทคอยน์ของผู้ใช้ถูกยึดเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย พฤติกรรมนี้เปลี่ยนนวัตกรรมข้ามเชนให้กลายเป็นการยึดทรัพย์สินของผู้ใช้ไปชำระหนี้ล้มละลายอย่างถูกกฎหมาย หรือที่ถูกเรียกว่า Legal Rug Pull ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ศาลแขวงสหรัฐฯ ได้มีคำพิพากษาให้ The Ren Project มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล (Civil Contempt) ในคดีฟอกเงินที่ถูกขโมยมาจากแพลตฟอร์ม Cryptsy หลังละเลยไม่ตอบหมายศาล แม้ทีมงานจะพยายามตั้ง Ren Foundation ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2566 เพื่อดันโครงการ Ren 2.0 แต่จนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 โครงการก็ยังแขวนลอยและไม่เคยเปิดใช้งานจริง
เมื่อจักรวรรดิคริปโตข้ามชาติล่มสลายและทิ้งความเสียหายไว้เบื้องหลัง "จาง ไท่หยาง" ได้ย้ายฐานโฟกัสและปักหลักสร้างสายสัมพันธ์แห่งใหม่ในประเทศไทย
แฟ้มเงินกู้ปริศนา 1.44 พันล้าน สายสัมพันธ์ 3AC สู่เก้าอี้ "เขยพรรคภูมิใจไทย"
ความโปร่งใสของระบบนิติบัญญัติและการเมืองไทยกำลังเผชิญการทดสอบครั้งสำคัญ เมื่อตัวเลขทรัพย์สินของมหาเศรษฐีคริปโตต่างชาติที่เชื่อมโยงกับองค์กรล้มละลายระดับโลก ได้หลั่งไหลเข้าสู่บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรไทย
จาง ไท่หยาง ได้สมรสกับ ส.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ (ชื่อเดิม ธันลดา แทนทรัพย์ หรือ ไอเดียร์) ส.ส.ชัยภูมิ เขต 4 พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นบุตรสาวของ นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย จากการยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อสำนักงาน ป.ป.ช. พบว่า ครอบครัวนี้มีทรัพย์สินรวมกันสูงถึง 1,974,908,877.24 บาท โดยเป็นทรัพย์สินของ ส.ส.สุชาดา ราว 130 ล้านบาท ขณะที่เป็นทรัพย์สินของ จาง ไท่หยาง ผู้เป็นคู่สมรสสูงถึงประมาณ 1,843 ล้านบาท
รายการทรัพย์สินที่สร้างความตกตะลึงและตั้งคำถามเชิงสืบสวนมากที่สุด คือ รายการสิทธิเรียกร้อง / เงินให้กู้ยืม มูลค่าประมาณ 1,440 ล้านบาท (ราว 47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งสืบค้นพบว่าเป็นสัญญากู้ยืมเงินที่ จาง ไท่หยาง ปล่อยกู้ให้แก่ Three Arrows Capital (3AC) กองทุนเฮดจ์ฟันด์คริปโตสัญชาติสิงคโปร์ ก่อตั้งโดย ซู จู (Su Zhu) และ ไคล์ เดวีส์ (Kyle Davies) ซึ่งได้ยื่นล้มละลายไปตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 พร้อมทิ้งหนี้สินไว้กว่า 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเด็นนี้ นายศิริโชค โสภา ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า มีบันทึกการโอนเงินจำนวน 40 ล้าน USDC เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564 ไปยังกระเป๋าของ 3AC และต่อมา จาง ไท่หยาง ได้ยื่นขอรับชำระหนี้ต่อบริษัทชำระบัญชี Teneo เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีหลักประกัน เป็นจำนวนเงินรวมดอกเบี้ยถึง 44,548,729.67 USDC
เมื่อเจาะลึกในทางบัญชีและกฎหมาย สิทธิเรียกร้องมูลค่า 1,440 ล้านบาทในบริษัทที่ล้มละลายไปแล้วอย่าง 3AC มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่างมูลค่าตามหน้าตั๋ว (Face Value) กับมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืนจริง (Realizable Value) เพราะสถานะเจ้าหนี้ไม่มีหลักประกันในคดีล้มละลายระดับหมื่นล้านดอลลาร์เช่นนี้ โอกาสได้รับเงินคืนจริงแทบเป็นศูนย์ แต่เหตุใดรายการดังกล่าวจึงยังถูกนำมาบันทึกในบัญชี ป.ป.ช. ในราคาเต็มมูลค่า? นี่เป็นยุทธวิธีทางการบัญชีเพื่อสวมสิทธิ์สร้างความมั่งคั่งกระดาษสำหรับบังหน้าแหล่งที่มาของเงินสดหรือไม่?
นอกจากนี้ปรากฏข้อสงสัยสำคัญว่า แหล่งที่มาของเงินกู้ 1,440 ล้านบาทนี้มาจากไหน เหตุใดในเอกสาร ป.ป.ช. จึงเว้นว่างช่องอาชีพและไม่ระบุรายได้ต่อปีของคู่สมรส รวมทั้งเงินกู้ก้อนนี้เชื่อมโยงกับเงินที่ได้จากการขายกิจการ Ren ให้ Alameda ในช่วงเดือนมกราคม ถึง กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 หรือไม่ เนื่องจากสัญญากู้ยืมเกิดขึ้นในวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564 ซึ่งห่างกันเพียงหนึ่งเดือนเศษเท่านั้น
ปมทรัพย์สินหมื่นล้านนี้ ไม่เพียงสะท้อนความซับซ้อนทางการเงิน แต่ยังนำไปสู่การสำรวจโครงสร้างนิติบุคคลอื่นๆ ที่ถูกใช้เป็นเกราะกำบัง
การกระจายความเสี่ยงข้ามชาติ "จากไบโอเทค Automera สู่เกราะกำบัง Corporate Layering"
พฤติกรรมทางการเงินของมหาเศรษฐีในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีประวัติเชื่อมโยงกับพื้นที่สีเทา มักใช้ยุทธศาสตร์กระจายการลงทุนข้ามอุตสาหกรรมและข้ามพรมแดน เพื่อปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ทางสังคม (Image Washing) พร้อมกับจัดโครงสร้างองค์กรซับซ้อนหลายชั้น (Corporate Layering) เพื่อบดบังเส้นทางการย้ายสินทรัพย์และหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากหน่วยงานภาษีและกำกับดูแล
ในระยะหลัง จาง ไท่หยาง ได้ขยับพอร์ตธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยร่วมกับ หลง หวัง ก่อตั้ง Automera สตาร์ทอัพเทคโนโลยีชีวภาพในสิงคโปร์ พัฒนายามุ่งเป้ากำจัดขยะเซลล์ (AUTAC) รวมถึงการร่วมก่อตั้ง QDX บริษัทค้นหายาเชิงคำนวณที่ใช้ Quantum Chemistry ในออสเตรเลีย นอกจากนี้ จาง ไท่หยางยังมีประวัติเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง KeeperDAO โปรโตคอล DeFi ในปี พ.ศ. 2562 ร่วมกับ เทียนเทียน คูลแลนเดอร์ (Tiantian Kullander) แห่ง Amber Group ผู้ซึ่งเสียชีวิตอย่างกะทันหันในวัยเพียง 30 ปี เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ท่ามกลางมรสุม FTX ล่มสลาย ยิ่งตอกย้ำถึงใยแมงมุมเครือข่ายคริปโตสีเทาที่เกี่ยวพันกันและพังทลายลงในเวลาใกล้เคียงกัน
ไม่หมดแค่นั้น จาง ไท่หยาง ยังปรากฏชื่อเป็นหนึ่งในนักลงทุนรอบ Seed Round วงเงิน 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในแพลตฟอร์ม Shuffle คริปโตคาสิโนที่จดทะเบียนบนเกาะกือราเซา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact Check) ในกรณีแพลตฟอร์ม Shuffle พบว่า Shuffle ก่อตั้งโดย Noah Dummett และมีทีมงานชื่อ Bainy Zhang ซึ่งเป็นคนละคนกับ จาง ไท่หยาง โดย "จาง ไท่หยาง" มีสถานะเป็นเพียงผู้ลงทุนรอบแรกสุด (Seed Investor) เท่านั้น ไม่มีตำแหน่งกรรมการหรือสัดส่วนหุ้นบริหาร อย่างไรก็ตาม การประเมินโมเดลธุรกิจข้ามชาติของ จาง ไท่หยาง ทั้งในออสเตรเลีย สิงคโปร์ กือราเซา และไทย สามารถมองได้สองมุมมอง คือ การเป็นผู้ประกอบการขยายการลงทุนเชิงเทคโนโลยี (Serial Entrepreneur) หรือเป็นยุทธศาสตร์จัดตั้งนิติบุคคลหลายชั้นข้ามพรมแดนเพื่อกระจายความเสี่ยงทางการเงินและสร้างเกราะป้องกันการตรวจสอบ
โครงสร้างธุรกิจที่สลับซับซ้อนนี้ ในที่สุดได้กลายเป็นชนวนระเบิดเปิดศึกซักฟอกครั้งใหญ่ในนิติบัญญัติของประเทศไทย
ชนวนระเบิดกลางสภาไทย ศึกซักฟอก องค์กรกำกับดูแล และโมเดลฟอกเงิน 4 สเต็ป
การเผชิญหน้าระหว่างอำนาจรัฐในการกำกับดูแลกับกลุ่มทุนคริปโตข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับการเมือง ได้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในสภาผู้แทนราษฎรไทย เมื่อฝ่ายนิติบัญญัติใช้อำนาจตรวจสอบการตั้งข้อสงสัยเรื่องที่มาแห่งทุนและผลประโยชน์ทับซ้อน
จุดเริ่มต้นสำคัญเกิดขึ้นจากการตั้งกระทู้ถามสดต่อ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กรณีข้อกล่าวหาเรื่องเงินขบวนการสแกมเมอร์และการเสนอสินบน 40 ล้านบาทต่อเดือนเพื่อแลกกับการไม่ปราบปราม ซึ่งกลายเป็นชนวนลุกลาม
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายกลางสภาผู้แทนราษฎรพาดพิงถึง ส.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โดยตรง เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี พร้อมตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มาทรัพย์สินของคู่สมรส จาง ไท่หยาง ว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และการฟอกเงิน เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดการประท้วงตอบโต้อย่างดุเดือด ก่อนที่ ส.ส.สุชาดา จะเดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทต่อ บก.ปอท.
ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ขณะที่กรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ทำหนังสือเชิญ 3 องค์กรกำกับดูแลหลัก ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ช., สำนักงาน ปปง. และ สำนักงาน ก.ล.ต. เข้าร่วมประชุมสอบข้อเท็จจริงในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นแบบทดสอบด่านสำคัญว่าองค์กรกำกับดูแลไทยกำลังอยู่ในภาวะเกียร์ว่าง หรือขาดศักยภาพในการแกะรอยสินทรัพย์ดิจิทัลข้ามพรมแดนจนปล่อยให้ทุนสีเทาเข้ามาสยายปีกในระบบนิติบัญญัติหรือไม่
จากการประมวลข้อมูลเชิงสืบสวน สื่อมวลชนและฝ่ายตรวจสอบได้ถอดรหัส โมเดลการฟอกเงินคริปโต 4 ขั้นตอน เพื่อชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคามต่อระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทย ได้แก่
สเต็ปที่ 1: สะสมทุนไร้ตัวตน ระดมทุน ICO / เปิด Dark Pool ไร้ KYC (Republic Protocol/Ren) ดูดซับสภาพคล่องจากทั่วโลก
สเต็ปที่ 2: ตัดสายสัมพันธ์ทางบัญชี ใช้ Cross-Chain Bridge (RenBridge) ทำ Chain-Hopping ลบร่องรอย On-chain ของแฮกเกอร์/อาชญากร
สเต็ปที่ 3: สร้างธุรกรรมสวมสิทธิ์/หนี้เน่า ขายกิจการให้กลุ่มทุนล้มละลาย (Alameda) และทำตั๋วเงินกู้ส่วนบุคคลแก่เฮดจ์ฟันด์เน่า (3AC) เพื่อสวมสิทธิ์สร้างตัวเลขทรัพย์สินมหาศาลทางบัญชี
สเต็ปที่ 4: แปลงเป็นสินทรัพย์บนดินและการเมือง โอนย้ายสภาพคล่องเข้าสู่ธนาคาร การลงทุนไบโอเทค และสร้างสายสัมพันธ์ด่านแรกผ่านการแต่งงานกับตระกูลการเมืองไทย
การถอดรหัสโมเดลนี้ทำให้สังคมไทยต้องตระหนักถึงความเสี่ยงที่ทุนคริปโตสีเทาอาจซึมลึกเข้าสู่โครงสร้างอำนาจรัฐ ซึ่งนำมาสู่การประเมินข้อเท็จจริงทั้งหมดในบทสรุป
กรณีของ จาง ไท่หยาง หรือ ไทหยาง ซาง ไม่ใช่เพียงคดีความส่วนบุคคลหรือวิกฤตการณ์คริปโตเคอร์เรนซีทั่วไป หากแต่เป็นอุทาหรณ์ที่สะท้อนถึงการปะทะกันระหว่าง โลกคริปโตสีเทาไร้พรมแดน กับ ระบบอำนาจรัฐและสถาบันนิติบัญญัติ นวัตกรรมทางเทคโนโลยีอย่าง Dark Pool และ Cross-Chain Bridge แม้จะถูกกล่าวอ้างว่าเป็นไปเพื่อความเป็นส่วนตัวและประสิทธิภาพทางการเงิน แต่ในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นท่อลำเลียงเงินผิดกฎหมายที่ไร้การกำกับดูแล เมื่อทุนเหล่านี้ลอยตัวข้ามพรมแดนเข้ามาผูกพันกับตัวแทนประชาชนในสภาผู้แทนราษฎรไทย สังคมไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกดดันและติดตามการตรวจสอบของ 3 องค์กรกำกับดูแล ทั้ง ป.ป.ช., ปปง. และ ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิดว่ากำลังทำหน้าที่อย่างแข็งขันหรือตกอยู่ในภาวะเกียร์ว่าง เพราะคำตอบในคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า อำนาจรัฐและกฎหมายไทยจะสามารถกำกับดูแลทุนไร้สัญชาติเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะได้ หรือจะปล่อยให้แผ่นดินไทยกลายเป็นพื้นที่รองรับการฟอกขาวทางการเงินจนเผาไหม้เสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และปากท้องประชาชนคนไทยในที่สุด