ศึกกระเป๋าหมื่นใบเขย่าการบินไทย เปิดปม “วิงสแปน” ระเบิดเวลา 15 ปี สู่ปลดฟ้าผ่า “ชาย เอี่ยมศิริ” ดันขุนพล ปตท.นั่งแท่น
วิกฤตกระเป๋าตกค้างกว่า 10,000 ใบที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาจไม่ใช่เพียงผลพวงจากน้ำท่วมใหญ่ แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนานนับสิบปี ตั้งแต่การจัดตั้งบริษัท วิงสแปน เซอร์วิสเซส เพื่อบริหารแรงงานภาคพื้นในต้นทุนต่ำ ก่อนปัญหาจะปะทุจนกลายเป็นชนวนสำคัญนำไปสู่การปลด “ชาย เอี่ยมศิริ” ซีอีโอการบินไทย และเปิดทางให้ผู้บริหารสายการเงินจากกลุ่ม ปตท. เข้ามากุมบังเหียนองค์กร
หากมองลึกลงไป วิกฤตกระเป๋าค้างนับหมื่นใบไม่ได้เกิดขึ้นเพราะฝนตกหนักเพียงไม่กี่วัน แต่เป็นผลจากโครงสร้างการบริหารแรงงานที่ถูกออกแบบขึ้นตั้งแต่ปี 2553 เมื่อการบินไทยพยายามลดภาระต้นทุนบุคลากรด้วยการจัดตั้งบริษัท วิงสแปน เซอร์วิสเซส ขึ้นมารับงานบริการภาคพื้นและจัดหาแรงงานในรูปแบบ Outsource
แม้ในทางกฎหมาย วิงสแปนจะไม่ถูกจัดให้เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ในทางปฏิบัติกลับทำหน้าที่เสมือนแขนขาของการบินไทย โดยมีอำนาจควบคุมการบริหารในสัดส่วนสูง ส่งผลให้เกิดระบบแรงงานสองมาตรฐานภายในพื้นที่ทำงานเดียวกัน
ภาพที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีคือ พนักงานการบินไทยและพนักงานวิงสแปนทำงานเคียงข้างกัน ยกกระเป๋าใบเดียวกัน รับผิดชอบภารกิจเดียวกัน แต่ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวกลายเป็นปัญหาสะสมที่กระทบต่อขวัญกำลังใจ การรักษาบุคลากร และความสามารถในการดึงดูดแรงงานคุณภาพเข้าสู่ระบบ
ว่ากันว่าผู้บริหารในการบินไทยมีสายสัมพันธ์ที่ดีทีเแลัมีส่วนกี่ยวข้องกับวิงสแปม ถึงเกับสามารถฝากทีมงานเป็นเด็กเส่นนาย มีทุกรดับตั้งแต่ฝ่ายระดับบริหารถึงฝ่ายปฏิบัตืการ เพื่อเข้ามาดำเนืนการในสายงานต่างๆ ของวิฃสแปม
นับตั้งแต่สถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นในช่วงโควิด-19 เมื่ออุตสาหกรรมการบินทั่วโลกหยุดชะงัก แรงงานจำนวนมากต้องออกจากงาน และเมื่อการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว วิงสแปนกลับเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากร เพราะไม่สามารถแข่งขันด้านค่าตอบแทนกับธุรกิจอื่นได้
เมื่อเกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พนักงานจำนวนหนึ่งไม่สามารถเดินทางมาปฏิบัติงานได้ ขณะที่ระบบสำรองกำลังคนกลับไม่เพียงพอ ส่งผลให้กระบวนการขนถ่ายสัมภาระสะดุดทันที ก่อนลุกลามเป็นวิกฤตกระเป๋าตกค้างจำนวนมหาศาลที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์สายการบินแห่งชาติ
อย่างไรก็ตาม แทนที่เสียงวิจารณ์จะพุ่งไปยังโมเดลการบริหารแรงงานที่ถูกตั้งคำถามมายาวนาน ความรับผิดชอบกลับไปตกอยู่ที่ “ชาย เอี่ยมศิริ” ซีอีโอผู้เติบโตมาจากการบินไทยตลอดชีวิตการทำงานกว่า 41 ปี
ชายถือเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่มีบทบาทสำคัญในการนำการบินไทยผ่านช่วงฟื้นฟูกิจการ จนกลับมาสร้างผลกำไรระดับหมื่นล้านบาทได้อีกครั้ง แต่สุดท้ายกลับถูกปลดออกจากตำแหน่งท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตล่าสุด จนเกิดคำถามในหมู่พนักงานและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ หรือเป็นเพียงการหาผู้รับผิดชอบต่อหน้าสาธารณชน
หลังการปลดฟ้าผ่า บอร์ดการบินไทยได้แต่งตั้ง “สัมฤทธิ์ สำเนียง” กรรมการบริษัทและอดีตผู้บริหารสายการเงินจากกลุ่ม ปตท. ขึ้นรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารทันที
การเข้ามาของผู้บริหารที่มีจุดแข็งด้านการเงินและการกำกับองค์กร อาจสะท้อนว่าบอร์ดต้องการเสริมความเข้มแข็งด้านธรรมาภิบาลและการบริหารความเสี่ยง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ทำให้เกิดคำถามว่า ในช่วงเวลาที่การบินไทยกำลังเผชิญปัญหาด้านปฏิบัติการภาคพื้น การบริหารแรงงาน และคุณภาพการให้บริการ การส่ง “มือการเงิน” เข้ามาแทน “คนสายการบิน” จะเป็นคำตอบที่ถูกจุดหรือไม่
วิกฤตครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องกระเป๋าตกค้าง หรือการเปลี่ยนตัวซีอีโอ แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า การบินไทยจะกล้ากลับไปทบทวนโครงสร้างแรงงานที่สะสมปัญหามานานกว่าทศวรรษ หรือจะปล่อยให้ระเบิดเวลาลูกเดิมเดินหน้าต่อไป รอวันปะทุซ้ำอีกครั้งในอนาคต