xs
xsm
sm
md
lg

สภาเอสเอ็มอีประกาศความสำเร็จร่วมผลักดัน "Credit Term 45 วัน" สู่ประกาศ กขค. มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สภาเอสเอ็มอี ประกาศความสำเร็จร่วมผลักดัน "Credit Term 45 วัน" สู่ประกาศ กขค. มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ย้ำ "ขายของแล้วต้องได้เงิน ไม่ใช่ให้รายเล็กกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่" ชี้เป็นก้าวแรกสู่กติกาการค้าที่เป็นธรรม

สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) ประกาศความสำเร็จในการร่วมผลักดันแก้ปัญหา Credit Term ของผู้ประกอบการ SME ในฐานะหนึ่งในคณะทำงานที่ร่วมพิจารณายกระดับกติกาเรื่องนี้กับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) จนนำไปสู่การออกประกาศ กขค. เรื่อง การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569

ประกาศดังกล่าวกำหนดให้ธุรกิจขนาดใหญ่ต้องชำระเงินให้ SME ภายในกรอบเวลา ดังนี้
- ภาคการค้า การผลิต และบริการ ไม่เกิน 45 วัน
- สินค้าเกษตรหรือผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน ไม่เกิน 30 วัน

ทั้งนี้ หากเคยตกลงระยะเวลาที่สั้นกว่าไว้แล้ว ให้ใช้ตามที่ตกลงเดิม

นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาเอสเอ็มอี กล่าวว่า Credit Term เป็นประเด็นที่สภาเอสเอ็มอีผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง เพราะกระทบสภาพคล่องของผู้ประกอบการโดยตรง ที่ผ่านมา SME จำนวนมากส่งสินค้าและบริการไปแล้ว แต่ต้องรอรับเงิน 60 วัน 90 วัน หรือบางกรณียาวถึง 120–180 วัน ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กต้องใช้เงินตัวเองหรือกู้เงินมาเป็นทุนหมุนเวียนแทนคู่ค้ารายใหญ่

"นี่เป็นก้าวสำคัญของ SME ไทย เพราะปัญหา Credit Term ไม่ใช่เรื่องของการขอความช่วยเหลือ แต่เป็นเรื่องความเป็นธรรมทางการค้า เมื่อ SME ส่งมอบสินค้าและบริการแล้ว ก็ควรได้รับเงินภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่ถูกบังคับโดยอำนาจต่อรองให้กลายเป็นผู้ให้สินเชื่อแก่ธุรกิจที่ใหญ่กว่า" นายสุปรีย์กล่าว

มีการประเมินว่ามูลค่าเงินที่ติดค้างในระบบ SME จากปัญหา Credit Term อาจสูงถึงประมาณ 200,000 ล้านบาทต่อปี การกำหนดกรอบ 30–45 วันจึงไม่ใช่แค่เรื่องระยะเวลาชำระเงิน แต่มีผลโดยตรงต่อเงินทุนหมุนเวียน ต้นทุนทางการเงิน และความอยู่รอดของธุรกิจรายเล็ก

บทบาทของสภาเอสเอ็มอี

นายสุปรีย์กล่าวว่า สภาเอสเอ็มอีได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานและคณะอนุกรรมการของ กขค. ในเรื่องนี้ โดยนำข้อเท็จจริง กรณีปัญหา และข้อเสนอจากผู้ประกอบการทั่วประเทศเข้าสู่กระบวนการพิจารณาโดยตรง ตั้งแต่การสะท้อนว่าแนวทางเดิมที่อาศัยความสมัครใจไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง ไปจนถึงการเสนอให้ยกระดับเป็นกติกาที่มีผลบังคับและมีบทลงโทษ

"ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาค SME เป็นตัวอย่างที่ดีว่าเมื่อผู้ประกอบการมีที่นั่งในโต๊ะออกแบบกติกา ปัญหาที่สะสมมานานก็แก้ได้ในเชิงโครงสร้าง" นายสุปรีย์กล่าว

จากแนวทางสู่กติกาที่มีบทลงโทษ

แนวทางเรื่อง Credit Term เดิมใช้มากว่าสี่ปี แต่ กขค. ยังได้รับเรื่องร้องเรียนจาก SME ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ประกาศฉบับใหม่จึงมีจุดเปลี่ยนสำคัญ ได้แก่
- มีบทลงโทษชัดเจน ผู้ฝ่าฝืนถือเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 57 (4) แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มีโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำผิด
- ภาระพิสูจน์อยู่ที่ธุรกิจใหญ่ หากธุรกิจใหญ่จะกำหนด Credit Term ต่างจากที่ประกาศ ต้องมีเหตุผลอันสมควรทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ และเมื่อมีข้อพิพาท ธุรกิจใหญ่ต้องเป็นผู้แสดงข้อเท็จจริงและหลักฐานต่อ กขค.
- ห้ามใช้สัญญาสำเร็จรูป ที่กำหนด Credit Term อย่างไม่เป็นธรรมกับ SME ทุกรายแบบเดียวกัน
- ห้ามถ่วงจ่ายเงิน เกินกำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และห้ามเปลี่ยน Credit Term โดยไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน
- นับวันอย่างชัดเจน เริ่มนับจากวันส่งมอบสินค้าหรือบริการพร้อมเอกสารถูกต้องครบถ้วน กรณีฝากขาย (Consignment) ให้นับจากวันที่ขายสินค้าได้ครบตามที่ตกลง
- มีการติดตามผล สำนักงาน กขค. ต้องติดตามพฤติกรรมและรวบรวมความเห็นทุกหกเดือน และทบทวนประกาศอย่างน้อยทุกสามปี

ประกาศนี้ใช้กับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีรายได้ตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป (นับรวมบริษัทในเครือ) ที่ซื้อสินค้าหรือบริการจาก SME ได้แก่ ภาคผลิตที่จ้างงานไม่เกิน 200 คนและรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อปี และภาคบริการ ค้าส่ง ค้าปลีก ที่จ้างงานไม่เกิน 100 คนและรายได้ไม่เกิน 300 ล้านบาทต่อปี

"สิ่งที่เราต่อสู้มาตลอดไม่ใช่การทำให้ SME ได้เปรียบธุรกิจขนาดใหญ่ แต่คือการทำให้ SME ไม่ต้องเสียเปรียบเพียงเพราะตัวเล็กกว่า" ประธานสภาเอสเอ็มอีระบุ

"ผมขอขอบคุณคณะกรรมการ กขค. ทั้งชุด สำนักงาน กขค. และคณะทำงานทุกฝ่ายที่ร่วมกันผลักดันเรื่องนี้ ที่รับฟังเสียงผู้ประกอบการ และเห็นว่าปัญหา SME แก้ไม่ได้ด้วยสินเชื่อหรือมาตรการช่วยเหลืออย่างเดียว ถ้ากติกาในตลาดยังเปิดให้ผู้ที่มีอำนาจต่อรองมากกว่าผลักต้นทุนทางการเงินลงมาที่รายเล็กได้"

ก้าวแรกของ Fair Trading Practices

นายสุปรีย์ย้ำว่า Credit Term 45 วันไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็น "ก้าวแรก" ของการสร้างกติกาการค้าที่เป็นธรรมในไทย หลังจากนี้สภาเอสเอ็มอีจะผลักดันประเด็นอื่นที่เกี่ยวกับความไม่สมดุลของอำนาจต่อรอง เช่น เงื่อนไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เงื่อนไขอื่นของการฝากขายนอกเหนือจากเรื่องระยะเวลาชำระเงิน การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม การบังคับเข้าร่วมโปรโมชั่น และกติกาของแพลตฟอร์มดิจิทัลที่กระทบโอกาสแข่งขันของ SME

"ประเทศไทยช่วย SME มาหลายสิบปีด้วยสินเชื่อ โครงการ และงบประมาณจำนวนมาก แต่ถ้ายังปล่อยให้ SME ขายของแล้วต้องรอเงินสามเดือน สี่เดือน หรือหกเดือน เราก็กำลังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ"

"รัฐควรสร้างกติกาที่ทำให้ SME มีโอกาสแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม และ Credit Term 45 วัน คือก้าวสำคัญของการเปลี่ยนจากการช่วย SME ไปสู่การสร้างสิทธิและความเป็นธรรมให้ SME ในระบบเศรษฐกิจไทย" นายสุปรีย์กล่าว