“พิพัฒน์”หนุนเพิ่มพนักงานรฟท.แก้ปัญหาขาดแคลน เผย 5 ต.ค.พร้อมลงนามเสนอ “สคร.” มั่นใจครม.เคาะเพิ่มพนักงาน 2,850 อัตราและปลดล็อกมติ ปี41 ผลักดันจบในปี 69 ลุยเพิ่มคนตามแผนครบปี 72 พร้อมเดินหน้าหารือสศช.เพิ่มหัวรถจักร 53 คันรองรับทางคู่
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) นำโดยนายสราวุธ สราญวงศ์ ประธาน สร.รฟท. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ประธานที่ปรึกษา สร.รฟท. พร้อมด้วยคณะกรรมการ สร.รฟท.ส่วนกลางและสาขาภูมิภาค เข้าพบนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในการขอเพิ่มอัตราพนักงาน 2,850 อัตราและการขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี 28 กรกฎาคม 2541 โดยมีนายปิยะพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดกระทรวงคมนาคมและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม กล่าวว่า เรื่องนี้ผ่านบอร์ด รฟท.และเสนอมาที่กระทรวงคมนาคม ตามขั้นตอนมีกระบวนการพิจารณาและมีความเห็นเพิ่มเติม ซึ่งตอนนี้เรียบร้อยหมดแล้ว ในวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 ตนจะลงนามเห็นชอบเพื่อส่งเรื่องไปที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อนำเสนอคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) พิจารณาจากนั้น จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายในปลายปี 2569 นี้
“ผมยืนยันสนับสนุนเรื่องการเพิ่มพนักงาน รฟท. เพราะมีปัญหากำลังคนไม่เพียงพอกับการทำงาน เป้าหมายคือ ให้สามารถดำเนินการเพิ่มคนให้ได้ภายในสิ้นปี 2569 โดยมอบหมายให้นายปิยะพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดกระทรวงคมนาคม ประสานงานล่วงหน้ากับ ผอ.สคร. ในการเร่งการประชุมพิจารณา และผมจะประสานกับทางรัฐมนตรีฯคลัง คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะ ประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ อีกทางหนึ่ง เพื่อขอให้ผลักดันให้เรื่องนี้เสร็จสิ้นภายในปี 2569 นี้
นายพิพัฒน์กล่าวว่า จะเสนอ 2 เรื่องคือ การเพิ่มอัตรากำลัง 2,850 คนทบทวนจากเดิม 3,038 อัตรา ซึ่งเป็นอัตราในตำแหน่งที่จำเป็นเร่งด่วนระยะ 5 ปี (พ.ศ.2568-2572) และพิจารณาทบทวนมติครม. เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 ที่ให้รับพนักงานได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนพนักงานที่เกษียณอายุในแต่ละปีเป็นขอรับได้เท่ากับจำนวนที่เกษียณต่อไป โดยหลังครม.อนุมัติ จะเป็นการเพิ่มคนของ 2,850 คน ให้ครบตามแผนภายในปี 2572 ก่อนจากนั้น จะเป็นการเพิ่มตามอัตราที่เหมาสม เนื่องจากยกเลิกมติครม. ที่จำกัดไว้ที่อัตรา 5% ไปแล้ว
@ หารือ สศช.เพิ่มหัวจักร 53 คัน เสริม-ทดแทนที่ชำรุด
นายพิพัฒน์กล่าวถึงการจัดหารถจักร จำนวน 113 หัว ว่า ปัจจุบันมีการปรับลดลงหลือ 53 หัว ซึ่งอยู่ระหว่าง จะนำเสนอหารือกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ขอมา หัวจักร ถึงแหล่งเงิน วิธีการจัดหา ซึ่งขณะนี้รูปแบบการเช่าใช้น่าจะเหมาะสม นอกจากนี้ ก็ต้องพิจารณาต่ออีกว่า จำนวน 53 หัวนั้นจะเพียงพอกับการให้บริการไปแค่ไหน เพราะรถไฟทางคู่กำลังทยอยเสร็จ ซึ่งมองว่าไม่พอแน่ แต่ควรเพิ่มไปที่ 113 หัวเหมือนเดิมหรือไม่ อย่างไร
นอกจากนี้ยังฝากให้ทางสหภาพฯ รฟท. ช่วยกันศึกษาแนวทางการปรับปรุงหัวรถจักร ที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง เป็นหัวจักรไฟฟ้า เพราะตอนนี้ภาคเอกชนทำกันแล้ว เช่น บริษัท ทีพีไอ มีหัวจักรดีเซลจำนวน 12 หัว เปลี่ยนเป็นไฟฟ้าใช้แบตเตอรี่ ไปแล้ว 2 หัว เอกชนทำได้ ทางรฟท.ก็น่าจะทำได้ ซึ่งหากทำได้ก็ควรเริ่มโครงการ นำหัวจักรดีเซลที่มี มาทดลอง ปรับปรุงเป็นพลังงานไฟฟ้า
สำหรับมติคณะรัฐมนตรี 28 กรกฎาคม 2541 กำหนดให้การรถไฟฯ ต้องมีกรอบพนักงานไม่เกินจำนวน 18,015 อัตรา และลูกจ้างไม่เกินจำนวน 4,056 อัตรา โดยให้งดรับพนักงานใหม่ยกเว้นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถและตำแหน่งที่ใช้คุณวุฒิพิเศษ ซึ่งจำเป็นต้องมีผู้ปฏิบัติงาน ดังกล่าว ทั้งนี้จะรับพนักงานดังกล่าวได้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการรถไฟฯ “ทั้งนี้ไม่เกิน ร้อยละ 5 ของจำนวนพนักงานที่เกษียณอายุ”
ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 การรถไฟฯ มีพนักงานเหลือเพียง 7,829 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 43.45 ของกรอบอัตราที่ได้รับอนุมัติ ปัญหาการขาดแคลนอัตราพนักงานของการรถไฟฯ อยู่ในขั้นวิกฤต หากไม่มีการแก้ไขปัญหา ไม่ได้รับการอนุมัติให้รับพนักงานเพิ่ม พร้อมกับการทบทวนมติคณะรัฐมนตรี 28 กรกฎาคม 2541 จะให้ส่งผลกระทบต่อสภาพการทำงานที่ตรากตรำของผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการเดินรถมีเพิ่มมากขึ้น หากการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวล่าช้าล่วงเลยออกไป จะทำให้การดำเนินภารกิจของการรถไฟฯ ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และนโยบายของรัฐบาล รวมถึงเกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยในการให้บริการกับประชาชนในอนาคตอีกด้วย
การขอเพิ่มอัตราพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยจำนวน 2,850 อัตราและการขอทบทวน มติคณะรัฐมนตรี 28 กรกฎาคม 2541จะทำให้การรถไฟฯ สามารถรับพนักงานทดแทนเท่ากับจำนวนพนักงานที่พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในทุกกรณี