xs
xsm
sm
md
lg

ถอดรหัสขยะ NFT 100 ล้านบาท ละลายแม่น้ำ บทเรียนราคาแพงของชาร์คหมื่นล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



การยินยอมควักเงินรวม 100 ล้านบาทของสองมหาเศรษฐีระดับชาร์คอย่าง "กฤษน์ ศรีชวาลา" และ "กึ้ง เฉลิมชัย มหากิจศิริ" เพื่อให้ทายาทวัย 17 ปีนำไปลงทุนในธุรกิจ NFT ร่วมกับพาร์ทเนอร์สวิตเซอร์แลนด์ ก่อนลงเอยด้วยความสูญเสียสิ้นเชิง คือกรณีศึกษาอันลึกซึ้งของฟองสบู่สินทรัพย์ดิจิทัล เบื้องหลังประโยคเปิดดีล "พร้อมเจ๊งคนละครึ่ง" ไม่เพียงสะท้อนการขาดกระบวนการตรวจสอบความเสี่ยงอย่างรัดกุม แต่ยังเปิดแผลช่องว่างเงินทุนไหลออกนอกประเทศและเครือข่ายทุนดั้งเดิมที่เชื่อมโยงทางการเมือง ยิ่งไปกว่านั้น ดีลนี้ได้จุดคำถามเชิงโครงสร้างถึงสิทธิพิเศษทางชนชั้น เมื่ออภิมหาเศรษฐีมองความเสียหาย 100 ล้านบาทเป็นเพียงค่าเรียนรู้ที่กระทบความมั่งคั่งไม่ถึงร้อยละหนึ่ง แต่นักลงทุนรายย่อยทั่วไปกลับต้องเผชิญกับความสูญเสียทั้งชีวิต โดยไร้ตาข่ายรองรับทางสังคมและความคุ้มครองทางกฎหมายที่ทันท่วงที

เปิดปมดีล "พร้อมเจ๊งคนละครึ่ง" กับตรรกะการลงทุนที่ย้อนย้อน

ในฉากทัศน์ของการลงทุนระดับแถวหน้า ประโยคเปิดดีลที่ว่า "พร้อมเจ๊งคนละครึ่งมั้ย?" อาจฟังดูเหมือนบทสนทนาประชดประชันในกลุ่มมิตรภาพ แต่เมื่อประโยคนี้ออกมาจากปากของ กฤษน์ ศรีชวาลา ซีอีโอ ฟิโก้ กรุ๊ป เจ้าของอาณาจักรธุรกิจโรงแรมกว่า 50 แห่งทั่วโลก ตึกสำนักงานใจกลางอโศก และแฟรนไชส์อาหารชั้นนำ ที่สายตรงหา "กึ้ง" เฉลิมชัย มหากิจศิริ ซีอีโอกลุ่ม TTA ทายาทตระกูลมหาเศรษฐีผู้ถือครองทรัพย์สินระดับ 36,000 ถึง 50,000 ล้านบาท ในช่วงวิกฤตโควิด-พ.ศ. 2563 ถึง พ.ศ. 2564 เพื่อลงขันเงินรวม 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 100 ล้านบาท ให้แก่เด็กวัยรุ่นอายุ 17 ปี กิจกรรมนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องภายในครอบครัว แต่เป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐศาสตร์ที่สะท้อนถึงการส่งผ่านสิทธิพิเศษทางทุนข้ามรุ่นได้อย่างน่าพิศวง

ประวัติของ กฤษน์ ศรีชวาลา ที่ในวัยเด็กอายุเพียง 16 ปีเคยปฏิเสธการเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แล้วเริ่มต้นตั้งบริษัทของตนเองด้วยเงินทุน 20 ล้านบาทเมื่ออายุ 17 ปี โดยกู้ยืมเงินจากปู่ 5 ล้านบาทพร้อมภาระดอกเบี้ย จนสามารถสร้างอาณาจักรฟิโก้ กรุ๊ป ที่เคยจับมือกับสิงห์ เอสเตท เข้าซื้อโรงแรม 26 แห่งในอังกฤษด้วยมูลค่าสูงถึง 8,500 ล้านบาท เมื่อ สิทธิ ศรีชวาลา บุตรชายวัย 17 ปี เดินทางกลับจากโรงเรียนประจำในอังกฤษพร้อมเสนอโปรเจกต์ NFT กฤษน์จึงมองเห็นเงาสะท้อนของตนเองในอดีต อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งเชิงตรรกะ หรือ Paradox ที่เกิดขึ้นในดีลนี้ อยู่ที่ตัวตนของทั้ง กฤษน์ และ เฉลิมชัย ซึ่งต่างนั่งเก้าอี้ "ชาร์ค" ในรายการ Shark Tank Thailand ทำหน้าที่ซักถาม ตรวจสอบงบการเงิน และประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มข้น กับผู้ประกอบการ SME ก่อนจะอนุมัติเงินลงทุนเพียงไม่กี่ล้านบาท แต่ในกรณีนี้ ทั้งสองกลับร่วมมือกันอัดฉีดเงินฝ่ายละ 50 ล้านบาทให้กับเด็กวัย 17 ปีที่ยังไม่เคยบริหารธุรกิจจริง โดยที่ กฤษน์ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาในรายการ เจาะใจ EP.28 ทาง JSL Global Media ว่า "ตนเองไม่มีความรู้เรื่อง NFT เลยสักนิด" และประเมินร่วมกันตั้งแต่ก่อนลงเงินว่าธุรกิจนี้มีโอกาสขาดทุนทั้งหมด

การตัดสินใจควักเงินทุนก้อนโตบนความไม่รู้และความพร้อมที่จะสูญเสีย ถูกบันทึกไว้ผ่านรายการเจาะใจ และถูกถอดรหัสเพิ่มเติมโดย สิทธิ ศรีชวาลา ใน D:Code Podcast EP.58 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แรงจูงใจของการลงทุนครั้งนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของความเป็นไปได้ทางธุรกิจ หรือการบริหารความเสี่ยงตามหลักสากล แต่เป็นการใช้ทุนมหาศาลเป็นเพียงเครื่องมือสร้างประสบการณ์และซื้อบทเรียนชีวิตให้แก่ทายาท

การตกลงจ่ายค่าวิชาล่วงหน้าของสองชาร์คใหญ่ในวันนั้น ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์การสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อฟองสบู่สินทรัพย์ดิจิทัลระเบิดออก พร้อมกับการหายตัวไปอย่างเป็นปริศนาของพาร์ทเนอร์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ชำแหละแผนธุรกิจและปริศนา "พาร์ทเนอร์สวิส" ในวิกฤตฟองสบู่ NFT

ในช่วงปี พ.ศ. 2564 ถึง พ.ศ. 2565 ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็น Crypto Valley ของโลก โดยเฉพาะเมือง Zug ที่กลายเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีบล็อกเชนและ NFT ระดับโลก ด้วยการประกาศใช้กฎหมาย DLT Act ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2564 ดึงดูดทั้งบริษัทชั้นนำอย่าง Suum Cuique Labs ผู้สร้าง Hashmasks ที่ระดมทุนได้ 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน 4 วัน, แพลตฟอร์ม WISeKey และ WISe.ART, ธนาคาร Sygnum Bank ที่นำภาพ CryptoPunk และภาพวาดปิกัสโซมาทำโทเคนไนซ์ รวมถึง Tezos Foundation บริบทความบ้าคลั่งระดับโลกนี้เองที่ทำให้ สิทธิ ศรีชวาลา นำเสนอแผนธุรกิจต่อผู้เป็นพ่อ โดยอ้างอิงการประสานงานกับบริษัทพาร์ทเนอร์ในสวิตเซอร์แลนด์เพื่อจัดตั้งบริษัท NFT ด้วยเงินทุน 100 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองผ่านเลนส์ของการบริหารจัดการความเสี่ยง การนำเงิน 100 ล้านบาทไปผูกไว้กับบริษัทพาร์ทเนอร์ต่างประเทศในอุตสาหกรรมที่ผันผวนสูง สะท้อนถึงสภาวะความล้มเหลวในการตรวจสอบความเสี่ยง หรือ Due Diligence Failure อย่างชัดเจน ตลาด NFT ในยุคดังกล่าวถูกตบสองหน้าด้วยสภาวะขาดทุนทบต้น ทั้งจากการดิ่งลงของราคา NFT ในหน่วย Ethereum และการร่วงลงของตัวเหรียญ Ethereum เองจากระดับ 4,870 ดอลลาร์สหรัฐ เหลือต่ำกว่า 900 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งที่มูลค่าตลาด NFT ทั่วโลกเคยพุ่งแตะ 145,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี พ.ศ. 2564 และมีปริมาณการซื้อขายรายเดือนสูงสุดถึง 17,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมกราคม พ.ศ. 2565 จากกระแสการประเมินราคาภาพดิจิทัลของ บีเพิล ที่สูงถึง 69.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความผันผวนย้อนกลับสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ดังจะเห็นได้จาก NFT ทวีตแรกของ แจ็ค ดอร์ซีย์ ที่เคยซื้อมาในราคา 2.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ขายทอดตลาดได้เพียง 280 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ Bored Ape ของ จัสติน บีเบอร์ ที่มูลค่าลดลงจาก 1.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียงประมาณ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยของ dappGambl ในปี พ.ศ. 2566 ที่สำรวจ 73,257 คอลเลกชัน NFT พบว่า 95.1% หรือ 69,795 คอลเลกชัน มีมูลค่าตลาดเหลือเป็นศูนย์ มีนักลงทุนกว่า 23 ล้านคนถือครองโทเคนที่ขายไม่ออก และมีถึง 79% ของคอลเลกชันทั้งหมดที่ไม่เคยขายได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว คิดเป็นมูลค่าที่ระเหยหายไปมากกว่า 80,000 ถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ท่ามกลางซากปรักหักพังของตลาด ปริศนาสำคัญที่ยังไม่เคยถูกคลี่คลายคือ สถานะที่แท้จริงของบริษัทพาร์ทเนอร์ในสวิตเซอร์แลนด์ ที่ กฤษน์ ระบุในรายการเจาะใจเพียงว่าเกิดปัญหาและหนีหาย โดยไม่มีการเปิดเผยชื่อบริษัท รายละเอียดการใช้จ่ายเงิน 100 ล้านบาท หรือการดำเนินคดีทางกฎหมายที่โปร่งใส ซึ่งการปล่อยให้เงินทุนไหลออกนอกประเทศแล้วสูญหายไปโดยปราศจากการตรวจสอบจาก ก.ล.ต. และธนาคารแห่งประเทศไทย ได้สะท้อนถึงช่องว่างการกำกับดูแลการนำเงินออกนอกประเทศผ่านการอ้างการลงทุนในเทคโนโลยีต่างแดน

ข้อสงสัยเกี่ยวกับความพ่ายแพ้ในดีลนี้ยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น เมื่อพิจารณาว่าผู้ร่วมลงเงินอีกคนอย่าง "เฉลิมชัย มหากิจศิริ" ไม่ใช่นักลงทุนมือใหม่ที่ไม่เท่าทันเทคโนโลยี แต่คือหนึ่งในผู้เล่นระดับหัวแถวของวงการคริปโตไทย

เงาสะท้อนทางอำนาจ "เครือข่ายทุน การเมือง และจักรวาล "ชาร์ค""

การพิจารณาดีล NFT 100 ล้านบาทเพียงในมิติของเด็กวัยรุ่นทดลองเทคโนโลยี นับเป็นการมองข้ามโครงสร้างที่ใหญ่กว่า เพราะเบื้องหลังของดีลนี้คือการเคลื่อนไหวของเครือข่ายตระกูลทุนใหญ่ที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยไม่ได้เติบโตขึ้นอย่างแยกขาดจากทุนดั้งเดิม แต่กลายเป็นพื้นที่ใหม่ที่กลุ่มทุนระดับชาติขยายอิทธิพลเข้าไปครอบครอง

ในมุมของ เฉลิมชัย มหากิจศิริ เขาคือผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการของ EAST NFT แพลตฟอร์มซื้อขาย NFT พรีเมียมที่จับมือกับพันธมิตรอย่าง GMM Grammy, Cartoon Club, Bangkok Post และ UNICEF Thailand บนบล็อกเชน Klaytn นอกจากนี้ ผ่านทางกองทุน V Ventures Technologies ในเครือ TTA "เฉลิมชัยยังเคยเข้าเจรจาซื้อหุ้น 90% ใน Zipmex ด้วยมูลค่าสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ" ก่อนที่ดีลจะล่มในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 เนื่องจากระงับการจ่ายเงินงวดที่ 4 จนนำไปสู่การที่ ก.ล.ต. สั่งเพิกถอนใบอนุญาตของ Zipmex ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่า เฉลิมชัย มีความเข้าใจในอุตสาหกรรมคริปโตอย่างลึกซึ้ง การยอมเสียเงิน 50 ล้านบาทในโปรเจกต์นี้จึงไม่ใช่เรื่องความโง่เขลาทางธุรกิจ แต่เป็นการใช้ทุนเพื่อรักษามิตรภาพและพันธมิตรในเครือข่ายชั้นสูง

เมื่อขุดลึกลงไปในสายสัมพันธ์ทางการเมือง ตระกูลมหากิจศิริ นำโดย ประยุทธ มหากิจศิริ บิดาของเฉลิมชัย อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในคำวินิจฉัยที่ 19/2544 คดีซุกทรัพย์สิน ปกปิดบัญชีทรัพย์สินและที่ดิน จนถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญของ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบนักการเมืองยุคต่อมา และต่อมา ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 3 ได้พิพากษาจำคุก ประยุทธ เป็นเวลา 24 ปี และจำคุก อุษณา มหากิจศิริ น้องสาวของเฉลิมชัย 12 ปี ในคดีออกโฉนดที่ดินมิชอบทับซ้อนเขตป่าสงวนเพื่อทำสนามกอล์ฟ Mountain Creek รวมถึงคดีที่ดินกระบี่ที่ประยุทธถูกจำคุกอีก 2 ปี 8 เดือน ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลมหากิจศิริยังเผชิญคดีข้อพิพาทระดับแสนล้านบาทกับเนสท์เล่ในบริษัทร่วมทุน QCP ซึ่งศาลสั่งให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินรายเดือน ส่วนตัว เฉลิมชัย เองก็เคยเป็นอดีตรองโฆษกรัฐบาลทักษิณ 2 เคยลงสมัคร สส. กทม. ได้ 87,849 คะแนน และเป็นอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยุครัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พร้อมทั้งเกี่ยวดองผ่านการแต่งงานของน้องสาวกับ กมลสุทธิ์ ทัพพะรังสี บุตรชายของ กร ทัพพะรังสี ซึ่งเป็นสายเลือดซอยราชครูอันมั่งคั่ง

ขณะที่ฝั่งตระกูลศรีชวาลา และจันทร์ศรีชวาลา มี กูรดิสถ์ จันทร์ศรีชวาลา ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ยุค คสช. ในปี พ.ศ. 2562 ด้วยทรัพย์สิน 1,290 ล้านบาท โดยเขานั่งเป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการตรวจสอบเรื่องการทุจริตฯ ของวุฒิสภา ซึ่งสร้างความย้อนย้อนเชิงโครงสร้างกับการตรวจสอบเงินทุนไหลออกนอกประเทศ โครงสร้างอำนาจนี้สะท้อนผ่านรายการ Shark Tank Thailand ที่เกือบทุกเก้าอี้ถูกจับจองโดยทายาทตระกูลทุนใหญ่ที่มีสายการเมือง ทั้งตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ที่มี ชนาพรรณ และ บดินทร์ธร เป็นพี่น้องและน้องชายของ ธนาธร รวมถึงเป็นหลานของ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, ตระกูลมิลินทจินดา โดย ประพล มิลินทจินดา อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และตระกูลภิรมย์ภักดี โดย ภูริต ภิรมย์ภักดี ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ จิตภัสร์ กฤดากร

โครงสร้างเครือข่ายทุนและอำนาจการเมืองอันซับซ้อนนี้เอง ที่ทำให้มิติการรับความเสี่ยงทางการเงินของกลุ่มทุนระดับบน มีลักษณะแตกต่างจากประชาชนทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด

"ค่าเรียนรู้ 100 ล้าน" กับ "ความสูญเสียของคนธรรมดา" ภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง

การประเมินมูลค่าความเสียหาย 100 ล้านบาทในดีลนี้ สะท้อนถึงปรากฏการณ์ความเหลื่อมล้ำเชิงสัดส่วน หรือ Loss Asymmetry ในสังคมไทยอย่างตรงไปตรงมา เมื่อนำเงินลงขัน 50 ล้านบาทของแต่ละตระกูลไปเปรียบเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินรวมของตระกูลมหากิจศิริที่มีอยู่ 36,000 ถึง 50,000 ล้านบาท หรือทรัพย์สินหลายหมื่นล้านบาทของ กฤษน์ ศรีชวาลา จะพบว่า เงิน 50 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.1 ถึง 0.25 ของความมั่งคั่งทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งเทียบเท่ากับเงินเพียง 500 ถึง 1,250 บาทของคนชั้นกลางที่มีเงินเก็บ 500,000 บาท ความสูญเสียระดับนี้จึงถูกนำมาบอกเล่าผ่านสื่อในฐานะเกร็ดชีวิตขำขันของครอบครัวในช่วงเวลาอันผ่อนคลาย

ตรงกันข้าม ความสูญเสียจากฟองสบู่ NFT และคริปโตของนักลงทุนรายย่อยกลับเป็นเรื่องของหายนะทั้งชีวิต รายย่อยจำนวนมากต้องสูญเสียเงินเก็บไปกับโครงการต่างๆ เช่น Crypto Ronin ของ ปลื้ม VRZO ที่สร้างความเสียหายกว่า 15 ล้านบาทจนถูก Bitkub ถอดออกจากระบบ, การดิ่งลงของราคา Bored Ape Yacht Club ที่ หมู อุ๊กบี ซื้อมาในราคา 24 ล้านบาท, โปรเจกต์ของ บี้ เดอะสกา หรือการล่มสลายของเหรียญ เทอร์รา ลูนา คลาสสิก (LUNC) ที่ทำลายมูลค่ากว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลกในพริบตาเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2565 ยิ่งไปกว่านั้น การออกสื่อของมหาเศรษฐีและอินฟลูเอนเซอร์ในอุตสาหกรรมนี้ ได้เกิดปรากฏการณ์ Influencer Effect ที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยหลงเชื่อว่าสินทรัพย์เหล่านี้ได้รับการรับรองความน่าเชื่อถือจากกลุ่มทุนชั้นนำแล้ว

มิติความเชื่อมโยงของสินทรัพย์ดิจิทัลยังปรากฏชัดในระบบบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองไทย โดยกรณีที่สร้างคำถามเชิงโครงสร้างที่สุดคือ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ที่ยื่นรายการบัญชีทรัพย์สินของสามี คือ ไทหยาง ซาง ผู้ร่วมก่อตั้ง Ren Protocol และ KeeperDAO ว่ามีรายการเงินให้กู้ยืมแก่ Three Arrows Capital (3AC) กองทุนคริปโตที่ล้มละลายไปแล้ว เป็นจำนวนเงินสูงถึง 1,440,469,809 บาท นำมาซึ่งข้อสงสัยในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่ล้มละลายไปแล้วในสภา นอกจากนี้ ยังมี สส. และนักการเมืองอีกหลายคนที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ถือครอง 1.3 ล้านบาท, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถือครอง 105,582 บาทใน บิทคอยน์, Ethereum, BNB และ ADA, รักชนก ศรีนอก ถือครองเหรียญ SAND, LUNC และ FDM token, เศรษฐา ทวีสิน ถือครองโทเคนศิริฮับ และ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ถือครอง Ethereum และ KUB

ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยต้องจ่ายราคาความล้มเหลวด้วยเงินเก็บทั้งชีวิต แต่ทายาทตระกูลมหาเศรษฐีกลับสามารถใช้ความพ่ายแพ้ระดับ 100 ล้านบาทนั้น เป็นฐานรองรับเพื่อก้าวไปสู่บทบาทใหม่ในสังคมได้อย่างรวดเร็ว

จากความล้มเหลวสู่เก้าอี้ "ชาร์ค" วัย 20 ขวบ "สิทธิพิเศษ หรือ ความสามารถ?"

ปรากฏการณ์ที่เด็กหนุ่มวัย 17 ปี ทำเงินลงทุน 100 ล้านบาทละลายไปกับฟองสบู่ NFT แต่ในเวลาเพียงไม่กี่ปีต่อมา สามารถใช้ความล้มเหลวนั้นเป็นสปริงบอร์ดก้าวขึ้นสู่นักลงทุนระดับประเทศ โดยการนั่งเก้าอี้ชาร์คในรายการ Shark Tank Thailand Season 4 ด้วยวัยเพียง 20 ปี นับเป็นกรณีศึกษาที่ต้องชำแหละโครงสร้างทางชนชั้นอย่างตรงไปตรงมาว่า นี่คือผลผลิตจากสิทธิพิเศษ หรือ ความสามารถที่แท้จริง

ในการเปิดเผยผ่าน D:Code Podcast EP.58 หัวข้อ "เจ๊ง 100 ล้าน สู่เก้าอี้ชาร์คในวัย 20" สิทธิ ศรีชวาลา ยอมรับว่าสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่การสูญเสียตัวเงิน แต่คือการสูญเสียชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ ความผิดพลาดครั้งนั้นทำให้เขาได้รับบทเรียนเรื่องการตรวจสอบพาร์ทเนอร์ หรือ Due Diligence, การบริหารความเสี่ยงในสัญญา หรือ Contractual Risk และการดูแลสภาพคล่องทางการเงิน อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างต้องตั้งคำถามอย่างเชือดเฉือนว่า หากผู้ที่ทำเงิน 100 ล้านบาทละลายแม่น้ำไม่ใช่นามสกุล ศรีชวาลา ระบบสังคมและเศรษฐกิจไทยจะมอบอภิสิทธิ์ในการล้มแล้วลุก หรือ The Privilege of Failure ให้แก่เด็กอายุ 20 ปีคนใดขึ้นมาตัดสินและชี้ชะตาธุรกิจของผู้อื่นบนเวทีระดับชาติหรือไม่

ปัจจุบัน สิทธิ ศรีชวาลา ดำรงตำแหน่งซีอีโอของ K Capital Holding เข้าลงทุนในธุรกิจหลากหลายประเภท ตั้งแต่ร้านอาหารและบาร์หรู เช่น Opera Italian Restaurant และ The Iron Fairies Music Bar ไปจนถึงธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ และแพลตฟอร์ม Wellness & Lifestyle ซึ่งเป็นการกลับมาเติบโตในฐานทุนดั้งเดิมของครอบครัว

เส้นทางจากความล้มเหลวในตลาด NFT สู่นักบริหารพอร์ตการลงทุนในปัจจุบัน ได้กลายเป็นบทสรุปที่สะท้อนถึงสภาพความเป็นจริงของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยในยุคหลังฟองสบู่สลายตัว

ซากปรักหักพัง NFT และกฎเหล็กการลงทุนที่ต้องไม่ลืม

เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงปี พ.ศ. 2568 ถึง พ.ศ. 2569 ตลาด NFT ทั้งในระดับโลกและประเทศไทยได้กลายสภาพเป็นซากปรักหักพังทางการเงิน ปริมาณการซื้อขายรายเดือนทั่วโลกลดลงเหลือเพียง 300 ถึง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร่วงลงกว่าร้อยละ 97 ถึง 98 จากจุดสูงสุด แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง OpenSea ต้องลดขนาดองค์กร ขณะที่บริการ NFT ขององค์กรระดับโลก เช่น Kraken, Bybit, GameStop, Meta และ Starbucks ต่างปิดตัวลง สำหรับตลาดในประเทศไทย ทั้ง EAST NFT ของเฉลิมชัย, Coral ของ KASIKORN X และ Bitkub NFT ต่างอยู่ในสภาวะซบเซาไร้สภาพคล่อง โดยตลาดต้องปรับตัวไปสู่การทำ Real-World Asset Tokenization และตั๋วดิจิทัล ส่วนคอลเลกชันที่รอดชีวิตอย่าง Pudgy Penguins ต้องหันไปขายตุ๊กตาจับต้องได้ในห้าง Walmart เพื่อความอยู่รอด

จากมหากาพย์ NFT 100 ล้านบาทและสภาพการล่มสลายของตลาด บทเรียนเชิงโครงสร้าง 4 ข้อที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายต้องบันทึกไว้เป็นกฎเหล็ก

1.ความไม่รู้ไม่ใช่ข้อแก้ตัวในการลงทุน การที่นักลงทุนระดับมหาเศรษฐีอ้างว่าไม่มีความรู้ในเทคโนโลยีแต่ยอมอัดฉีดเงิน 50 ล้านบาท คือพฤติกรรมที่ย้อนย้อนต่อหลักการบริหารความเสี่ยง และเป็นสิ่งที่ชาร์คเองจะไม่ยอมรับจากผู้ประกอบการ SME รายใด

2.ค่าเรียนรู้ราคาแพงเป็นอภิสิทธิ์เฉพาะกลุ่มทุนหนา การโรแมนติไซส์ความล้มเหลวว่าเป็นบทเรียนชีวิตราคา 100 ล้านบาท เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เฉพาะกับผู้ที่มีฐานทุนระดับหมื่นล้านคอยรองรับความสูญเสียเท่านั้น

3.ตลาด NFT คือกรณีศึกษาคลาสสิกของทฤษฎีคนที่โง่แล้ว แต่ยังโง่อยู่ และโง่ต่อที่เหนือกว่า หรือ Greater Fool Theory ที่พึ่งพาการเก็งกำไรโดยไร้ปัจจัยพื้นฐาน จนเมื่อปราศจากผู้ซื้อรายต่อไป มูลค่าคอลเลกชันกว่า 95.1% จึงกลายเป็นศูนย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

4.ช่องว่างทางกฎหมายของ ก.ล.ต. และกลไกกำกับดูแลเงินทุนไหลออกนอกประเทศ การปล่อยให้เงินทุน 100 ล้านบาทไหลออกไปสู่เอนทิตีต่างประเทศที่ไร้การตรวจสอบ แล้วสูญหายไปโดยไม่มีการฟ้องร้องดำเนินคดี สะท้อนถึงช่องว่างในการคุ้มครองระบบการเงินและประโยชน์ทางภาษีของประเทศ

ท้ายที่สุดแล้ว ปรากฏการณ์ 100 ล้านบาทที่ระเหยหายไปกับ NFT ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าความใจกล้าของมหาเศรษฐีสองท่าน แต่มันคือกระจกเงาสะท้อนความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างของสังคมไทยอย่างเปลือยเปล่า และเป็นคำเตือนใจอันทรงพลังสำหรับนักลงทุนทุกคนก่อนจะก้าวเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงสูงว่า หากเงินก้อนนี้หายไปทั้งก้อน คุณรับได้จริงหรือไม่?

กฤษน์ ศรีชวาลา ซีอีโอ ฟิโก้ กรุ๊ป

เฉลิมชัย มหากิจศิริ  ซีอีโอกลุ่ม TTA

สิทธิ ศรีชวาลา ทายาทสายตรงหมื่นล้านของ กฤษน์ ศรีชวาลา