“อนุทิน”ชี้การคอร์รัปชันสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ และยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน ถือเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่ต้องป้องกันและต่อต้านการทุจริต เพื่อให้เกิดโปร่งใสและมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา พร้อมชู 3 แนวทางขับเคลื่อน Zero Corruption “ปิดโอกาสโกง เปิดโอกาสตรวจสอบ และปิดทางช่วยคนผิด” พจน์” ระบุถึงเวลาที่ต้องแก้ไขปัญหาจริงจังเริ่มที่ต้นเหตุ จี้ทบทวนกฎระเบียบ และใบอนุญาต ให้นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้เพื่อลดการใช้ดุลพินิจ พร้อมเรียกร้องให้ภาคเอกชนเลิกการจ่ายสินบน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษงาน Dinner Talk หัวข้อ “รัฐบาลกับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Zero Corruption และการเติบโตอย่างยั่งยืน” ว่า การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาล ที่ต้องขับเคลื่อนจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง โดยชี้ว่าปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้สร้างเพียงความเสียหายทางกฎหมายหรือทางเศรษฐกิจ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนต่อกติกาของประเทศ ซึ่งถือเป็น “ทุนความเชื่อมั่น” ที่ต้องสร้างจากการทำงานอย่างโปร่งใสและการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา
รัฐบาลจึงวางหลักสำคัญในการแก้ปัญหาไว้ 3 ประการ คือ “ปิดโอกาสโกง เปิดโอกาสตรวจสอบ และปิดทางช่วยคนผิด” โดยมุ่งลดช่องว่างจากการใช้อำนาจและดุลพินิจของรัฐ เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถตรวจสอบได้มากขึ้น และดำเนินการกับผู้กระทำผิดตามพฤติการณ์และหลักฐานโดยไม่คำนึงถึงชื่อ ตำแหน่ง หรือความสัมพันธ์
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงระบบอนุมัติอนุญาตและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีความชัดเจน โปร่งใส และแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพื่อลดการวิ่งเต้น การกำหนดเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ และช่องทางการทุจริต พร้อมสนับสนุนให้ประชาชน ภาคธุรกิจ สื่อมวลชน และผู้แจ้งเบาะแสเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ โดยรัฐต้องให้ความคุ้มครองผู้แจ้งข้อมูลอย่างเต็มที่ ซึ่งหลักความโปร่งใสและการตรวจสอบต้องใช้กับทุกฝ่าย รวมถึงรัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี หากมีผลประโยชน์ทับซ้อนต้องถอนตัวจากการตัดสินใจ และต้องยอมรับการตรวจสอบตามมาตรฐานเดียวกัน เพื่อลดการคอร์รัปชันลง
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในนามประธานคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน กล่าวว่า การต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีการขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องก้าวจากการพูดถึงปัญหาไปสู่การแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ ใบอนุญาต และขั้นตอนที่เปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลพินิจ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาเพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ขณะเดียวกัน กกร. มองว่า แนวคิดสำคัญของการขับเคลื่อนในระยะต่อไป คือการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือแนวทาง “ฟ้อง–จับ–จบ” ไปสู่การ ป้องกันไม่ให้ช่องทางการทุจริตเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น พร้อมผลักดันหลักคิด “ไม่จ่าย” โดยภาครัฐต้องลดขั้นตอนและดุลพินิจที่ไม่จำเป็น ทำให้กระบวนการต่าง ๆ มีความชัดเจน โปร่งใส และมีระบบคุ้มครองผู้ที่ปฏิเสธการจ่าย
ขณะที่ภาคเอกชนต้องยกระดับธรรมาภิบาลและระบบควบคุมภายในขององค์กร ไม่ปล่อยให้การจ่ายสินบนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ
“หัวใจของ From Policy to Action คือการทำให้นโยบายและเจตนารมณ์ที่ดีเกิดผลขึ้นจริง โดยเปลี่ยนจากกฎหมายไปสู่ระบบที่มีประสิทธิภาพ จากความร่วมมือไปสู่การลงมือทำ และท้ายที่สุดต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถสัมผัสได้”
งานครั้งนี้จัดขึ้นในโอกาส ครบรอบ 1 ปีของการขับเคลื่อน “Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน” ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เพื่อรวมพลังทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเชิงระบบ โดยตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีองค์กรภาคเอกชน บริษัท ภาควิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเครือข่ายมากกว่า 50 องค์กร ขณะที่การจัด Dinner Talk ครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคมเข้าร่วมกว่า 1,500 คน เพื่อร่วมกันต่อยอดความร่วมมือจากระดับนโยบายไปสู่แนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง