สมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดรายละเอียดความคุ้มครอง “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ครอบคลุมน้ำท่วม วาตภัย แผ่นดินไหว บ้านเสียหายรับค่าสินไหมสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน พร้อมเปิดเงื่อนไขกรณี “น้ำล้อมบ้าน” แม้ตัวบ้านไม่เสียหาย แต่กระทบจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติเกิน 7 วัน รับ 10,000 บาท ขณะที่กรณีเสียชีวิตจากภัยพิบัติรับ 2 ล้านบาทต่อคน ย้ำไม่คุ้มครองเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวและเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงความเสียหายก่อน 1 ต.ค. 69 และความเสียหายจากมวลน้ำเดิม
สมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยรายละเอียดความคุ้มครองภายใต้ “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติการจัดให้มีระบบดังกล่าว พร้อมเห็นชอบ “กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ” และ “กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ” เพื่อเป็นกลไกช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติ ครอบคลุมประชาชนประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ
ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย ระบุว่า รัฐกำหนดกรอบวงเงินค่าเบี้ยประกันภัยรวม 15,500 ล้านบาท แบ่งเป็นกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม 15,000 ล้านบาท และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม 500 ล้านบาท โดยประชาชนจะได้รับความคุ้มครองทั้งด้านทรัพย์สิน ชีวิต และทุพพลภาพตามเงื่อนไขที่กำหนด
บ้านเสียหายจากภัยพิบัติ คุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท
สำหรับความคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย ครอบคลุมบ้านที่มีบ้านเลขที่ตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร รวมถึงที่พักอาศัยที่มีสภาพความเป็นบ้านแต่ไม่มีบ้านเลขที่ ซึ่งได้รับการรับรองว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีคนอยู่อาศัยเป็นประจำ ตามการสำรวจเพิ่มเติมของกรมการปกครองที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569
อย่างไรก็ตาม ความคุ้มครองไม่ได้ครอบคลุมทรัพย์สินทุกอย่างภายในบ้าน แต่คุ้มครองเฉพาะ สิ่งปลูกสร้างและสิ่งติดตั้งตรึงตรา เช่น เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน โดยครอบคลุมภัยพิบัติ 3 กลุ่ม ได้แก่
* อุทกภัย หรือน้ำท่วม รวมถึงน้ำท่วมจากลมพายุ น้ำป่า และโคลนถล่ม
* วาตภัย หรือลมพายุ รวมถึงฟ้าผ่า
* แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด คลื่นใต้น้ำ หรือสึนามิ
กรณี น้ำท่วม หากบ้านอยู่อาศัยได้รับความเสียหาย จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท โดยไม่ต้องรอให้การประเมินความเสียหายแล้วเสร็จ และหลังจากประเมินความเสียหายที่แท้จริงแล้ว สามารถได้รับค่าสินไหมเพิ่มเติมอีกไม่เกิน 90,000 บาท ทำให้วงเงินความคุ้มครองรวมสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
ส่วนกรณี วาตภัย รวมถึงฟ้าผ่า และกรณี แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด คลื่นใต้น้ำ หรือสึนามิ จะได้รับค่าสินไหมเบื้องต้น 5,000 บาท และสามารถได้รับเพิ่มเติมหลังประเมินความเสียหายจริงอีกไม่เกิน 95,000 บาท รวมแล้วสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะได้รับความเสียหายจากข้อตกลงคุ้มครองข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ การจ่ายค่าสินไหมรวมกันจะไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
บ้านไม่เสียหาย แต่น้ำล้อมเกิน 7 วัน ก็มีสิทธิ์ 10,000 บาท
อีกเงื่อนไขสำคัญสำหรับกรณีน้ำท่วม คือ แม้ตัวบ้านจะไม่ได้รับความเสียหาย แต่หากมี น้ำล้อมสิ่งปลูกสร้างอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบต่อผู้ที่อยู่อาศัยเป็นประจำ จน ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกินกว่า 7 วันขึ้นไป จะได้รับค่าสินไหมทดแทน 10,000 บาทต่อหลังคาเรือน
ดังนั้น การมีน้ำล้อมบ้านเพียงอย่างเดียวยังไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงิน 10,000 บาทโดยอัตโนมัติ แต่ต้องเข้าเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาและผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามที่กรมธรรม์กำหนดด้วย
ไม่คุ้มครอง “เครื่องใช้ไฟฟ้า–เฟอร์นิเจอร์ลอยตัว”
สมาคมประกันวินาศภัยไทยระบุชัดว่า กรมธรรม์ที่อยู่อาศัยดังกล่าวคุ้มครองเฉพาะตัวสิ่งปลูกสร้างและสิ่งติดตั้งตรึงตราเท่านั้น ไม่รวมเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวและเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น แอร์ โทรทัศน์ พัดลม รวมถึงเครื่องใช้และเครื่องตกแต่งต่าง ๆ
จึงหมายความว่า หากน้ำเข้าบ้านจนเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวได้รับความเสียหาย ความเสียหายในส่วนดังกล่าวไม่ได้อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์นี้
เสียชีวิตจากภัยพิบัติ รับ 2 ล้านบาท
นอกจากตัวบ้านแล้ว ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติยังมีความคุ้มครองด้านชีวิตและร่างกาย โดยกรณีคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดจากภัยซึ่งอยู่ภายใต้ความคุ้มครอง ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย หรือแผ่นดินไหว จะได้รับค่าชดเชยกรณีเสียชีวิต 2,000,000 บาทต่อคน ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ โดยจ่ายให้แก่ทายาทโดยธรรม
ส่วนกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุที่เกิดจากภัยพิบัติ จะได้รับความคุ้มครอง 200,000 บาทต่อคน
เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค. 69 “มวลน้ำเดิม” ไม่อยู่ในความคุ้มครอง
กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติแห่งชาติกำหนดระยะเวลาความคุ้มครองตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570
อย่างไรก็ตาม สมาคมประกันวินาศภัยไทยย้ำว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 และความเสียหายที่เกิดจากมวลน้ำที่มีอยู่เดิม จะไม่ได้รับความคุ้มครองจากการประกันภัยครั้งนี้
สำหรับประชาชนที่ได้รับความเสียหายก่อนเริ่มระยะเวลาความคุ้มครองดังกล่าว ยังคงสามารถได้รับการเยียวยาจากภาครัฐตามมาตรการปกติ
ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติครั้งนี้มีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้แก่ผู้รับประกันภัย ขณะที่สำนักงาน คปภ. และสมาคมประกันวินาศภัยไทยร่วมดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัย เพื่อรองรับการประเมินความเสียหายและจ่ายค่าสินไหมให้แก่ประชาชนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด