ธปท.ยังไม่ประเมินความเสียหายน้ำท่วมเป็นตัวเลข ชี้สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย แต่ยอมรับกิจกรรมเศรษฐกิจได้รับผลกระทบแล้ว โดยเฉพาะภาคบริการ ขนส่ง ค้าปลีก-ค้าส่ง จับตาหากน้ำท่วมยืดเยื้ออาจกระทบกำลังซื้อและความเชื่อมั่นท่องเที่ยว พร้อมกำชับสถาบันการเงินเร่งช่วยลูกหนี้ทั้งพักต้น-พักดอก ลดค่างวด และเติมสภาพคล่อง SME
นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจว่า ในส่วนของผลกระทบน้ำท่วนตอนนี้ยังไม่มีการประเมินออกมาเป็นตัวเลขเนื่องจากสถานการณ์ยังดำเนินอยู่และคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่เบื้องต้นคาดว่าผลกระทบจะอยู่กับภาคบริการเป็นหลัก โดยเฉพาะการขนส่งและการกระจายสินค้า ร้านค้าปลีก ค้าส่ง และพื้นที่ก่อสร้างบางแห่งที่ต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว
ขณะที่ธุรกิจด้านการท่องเที่ยว ที่ผ่านมายังได้รับผลกระทบจำกัด แต่หากระดับน้ำเพิ่มขึ้น อาจจะส่งผลในวงที่กว้างขึ้นได้ ขณะที่ภาคการผลิต ยังไม่พบความเสียหายเป็นวงกว้างต่อโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม แต่คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
สิ่งที่เราพิจารณา มีเรื่องของการบริโภคของครัวเรือน ที่ที่ผ่านมาเห็นเพิ่มเติมว่ามีการตุนสินค้า และหลังจากนี้ก็จะมีเรื่องของการซ่อมสร้างก็ขออนุญาตพิจารณาในรายละเอียดต่อไป เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
“ส่วนจะกระทบกับการเติบโตของเศรษฐกิจหรือไม่ จะต้องมองปัจจัยอื่นเข้ามาด้วยแต่ถามว่า ผลความเสียหายต่อทรัพย์สินเราเห็นไหม เราเห็นการประเมินออกมาเป็นตัวเลข ก็คงไม่ได้ต่างกันมาก
แต่คงต้องดูตอนที่มีการซ่อมสร้างด้วย เพราะว่าหลาย ๆ ตัวเลขที่ประเมินออกมา อาจจะยังไม่ได้รวมตัวซ่อมสร้าง ที่เราอาจจะเห็นตั้งแต่ 0.03 ไปจนถึง 0.1% ของ GDP ก็คงต้องดู ผลกระทบอาจจะมากกว่านี้ ถ้าสถานการณ์ยังยืดเยื้อ ซึ่งก็เลยยังไม่ได้อยากจะให้เป็นตัวเลขไปแต่คง มอนิเตอร์ และบอกได้คร่าว ๆ ในแง่ของผลกระทบว่า น่าจะอยู่ในภาคบริการมากที่สุด“นางสาวชญาวดี
ส่วนกรณีสถานการณ์น้ำท่วมยืดเยื้อและรุนแรง นางสาวชญาวดี กล่าวว่า ผลกระทบต่อกำลังซื้อโดยรวมของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงปลายปี ต้องพิจารณาทั้งมิติด้านระยะเวลาว่าสถานการณ์จะยาวนานเพียงใด และระดับความรุนแรงว่าจะส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะงักงันมากน้อยแค่ไหน
ถ้าเกิดว่าท่วมยาว และมาจากเรื่องของการรอระบายน้ำ แล้วระดับน้ำไม่ได้สูงมาก อันนี้ก็อาจจะไม่ได้กระทบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากเท่ากับมวลน้ำที่ใหญ่ในช่วงที่ผ่านมาเงื่อนไขว่าจะเท่าไหร่แล้วได้รับผลกระทบ อาจจะลำบากนิดหนึ่ง
แต่ตอนนี้ต้องยอมรับว่า กิจกรรมเศรษฐกิจก็คงได้รับผลกระทบแล้วซึ่งส่วนใหญ่น่าจะอยู่ในภาคบริการแต่การประเมินผลนั้นคงต้องขอดูอีกทีหนึ่ง
ในส่วนของบรรยากาศ การใช้จ่ายของประชาชนจะเป็นอย่างไรต่อไป จะดูซบเซาหรือไม่นั้นจะขึ้นอยู่กับการปรับตัวและการแก้ไขสถานการณ์ รวมถึงความยืดเยื้อยาวนานของสถานการณ์ด้วย
ตอนนี้ยากที่จะบอกเหมือนกันว่า มันจะรุนแรงแค่ไหน หลาย ๆ คนอาจจะยังหาคำตอบได้ยากอยู่ เพราะว่ามีตั้งแต่เรื่องของน้ำเหนือ เรื่องของน้ำหนุน และเรื่องของฝน ที่รวมกันอยู่ตอนนี้ก็เข้าใจว่าทุกฝ่ายพยายามที่จะบริหารจัดการให้ได้มากที่สุด ก็หวังว่าจะสามารถแก้ไขได้โดยเร็ว
เพราะว่าถ้าแก้ไขได้เร็ว ข้อดีก็คือจะเห็นได้ว่า ภาพลักษณ์ในแง่ของการบริหารจัดการเราดี แต่ถ้าแก้ไขได้ช้า และสถานการณ์ยังยืดเยื้อ ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในเรื่องของการท่องเที่ยวบ้าง
ขณะที่ผลกระทบกับกำลังซื้อของ SME รวมถึงรายย่อยนั้น เดิมก่อนน้ำท่วมก็มีปัญหาอยู่แล้ว รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ คุณภาพหนี้ด้วย ต้องบอกว่า ยังไงน่าจะกระทบในพื้นที่น้ำท่วม
ตั้งแต่สต๊อกสินค้าที่เสียหาย อย่างเช่นน้ำที่เข้าไปในห้าง ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อ SME ผู้ค้าขายรายย่อย ๆ อันนั้นต้องมีผล และคงต้องติดตาม
แต่อย่างที่เรียนว่า ในแง่ของการช่วยเหลือลูกหนี้และการเติมสภาพคล่อง เราได้ย้ำไปกับสถาบันการเงินแล้ว
อย่างไรก็ดี ธนาคารแห่งประเทศไทยเอง ถ้าพูดถึงเรื่องของปัญหาหนี้สินและการปรับตัวของประชาชน ก็ได้กำชับให้สถาบันการเงินเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แล้วและมีการรวบรวมมาตรการของสถาบันการเงินในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบไว้บนหน้าเว็บไซต์แบงก์ชาติ และแอปพลิเคชันของแบงก์ชาติ
โดยความช่วยเหลือของสถาบันการเงินตอนนี้ รวมทั้งหมดที่เรามี 16 แห่ง เป็นธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 6 แห่ง
จะมีตั้งแต่เรื่องของการลดภาระหนี้เดิม ทั้งเรื่องของพักต้น พักดอก ลดค่างวด ขยายเวลา หรือลดดอกเบี้ย และมีเรื่องของการเติมสภาพคล่อง ทั้งสินเชื่อฉุกเฉิน สินเชื่อซ่อมบ้าน และเติมเงินทุนสำหรับ SME ในการประกอบธุรกิจและมีบริการอื่น ๆ ที่ให้มา อย่างเช่นเรื่องของประกัน อันนี้ก็รวบรวมไว้อยู่ในแอปพลิเคชันแล้ว ท่านที่ยังไม่ได้โหลดก็รบกวนโหลดให้ด้วย