นายกระทรวง จารุศิระ นักลงทุนขาใหญ่ เจ้าของภาพศาสดาเดย์เทรดหรือกูรูซื้อขายหุ้นรายวัน เข้าถือหุ้นใหญ่บริษัทจดทะเบียนแห่งใด บริษัทจดทะเบียนแห่งนั้น มักจะมีธุรกรรมอันต้องสงสัยความไม่โปร่งใส จนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องตามตรวจสอบเสมอ
ล่าสุดบริษัทจดทะเบียนที่นาย “ซัน” หรือ นายกระทรวง ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง หรือบริษัท เอสพีที เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SPTX ถูกตลาดหลักทรัพย์สั่งชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมอีก กรณีจะเข้าลงทุนใน บริษัท รัสมิ์ภูมิ ความงามชะลอวัย จำกัด หรือบริษัทเป้าหมาย มูลค่า 1,195 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการที่มีขนาดใหญ่ และเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันที่มีนัยสำคัญ ซึ่งต้องขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น โดยใช้เงินลงทุนสูง และมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของการถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนั้นมีลักษณะธุรกิจและความเสี่ยงแตกต่างจากธุรกิจปัจจุบันของบริษัท โดยขอให้บริษัทชี้แจงข้อมูลผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในวันที่ 5 ตุลาคม 2569 และในส่วนความเห็นของคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบขอให้ชี้แจงภายในวันที่ 12 ตุลาคม 2569
ตลาดหลักทรัพย์ยังเตือนให้ผู้ลงทุนศึกษาข้อมูลของ SPTX ด้วยความระมัดระวัง ก่อนการตัดสินใจลงทุน และติดตามคำชี้แจงของบริษัทต่อไป
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการ SPTX มีมติจะเข้าลงทุนในบริษัท รัสมิ์ภูมิ ความงามชะลอวัย จำกัด มูลค่า 1,195 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้น 92% โดยซื้อหุ้นจากบริษัท รัสมิ์ภูมิ โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท รัสมิ์ภูมิ โฮลดิ้ง (ฮ่องกง) จำกัด ซึ่งนายรัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์ เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดของทั้ง 2 บริษัท
โดยรายการเข้าข่ายเป็นรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่มีนัยสำคัญ ขนาดรายการสูงสุด 50.52% ของมูลค่าสินทรัพย์รวม และเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน เนื่องจากนายรัสมิ์ภูมิเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และเป็นรองประธานกรรมการของ SPTX โดยภายหลังการทำรายการ นายรัสมิ์ภูมิจะถือหุ้น SPTX เพิ่มจากเดิม 21% เป็น 43%
บริษัทเป้าหมายมีสินทรัพย์ 306 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 187 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิงวด 6 เดือน รวม 32 ล้านบาท ภายหลังการเข้าลงทุนของ SPTX ผู้ขายจะถือหุ้นในบริษัทเป้าหมาย 8% และมีสิทธิเสนอชื่อกรรมการในบริษัทเป้าหมายอย่างน้อย 2 คน จาก 5 คน โดยการอนุมัติรายการที่สำคัญต้องได้รับความเห็นชอบจากกลุ่มของผู้ขาย ซึ่งบริษัทจะมีการโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นที่ตั้งของคลินิก 2 สาขา และเป็นสินทรัพย์หลัก คืนให้แก่ผู้ขายและทำสัญญาเช่ากลับเพื่อดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ ผู้ขายมีสัญญาการรับประกันผลการดำเนินงานภายใน 5 ปีหลัง SPTX เข้าซื้อกิจการ โดยเป็นการขยายสาขาไม่น้อยกว่า 9 สาขา
รายการลงทุนเป็นรายการที่มีขนาดใหญ่และเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันที่มีนัยสำคัญซึ่งต้องขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น ใช้เงินลงทุนสูง มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของการถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ มีลักษณะธุรกิจและความเสี่ยงแตกต่างจากธุรกิจปัจจุบันของบริษัท
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอให้ SPTX ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม คือ
สรุปลำดับเวลาของการเข้ามาถือหุ้นของนายรัสมิ์ภูมิในบริษัทและการเตรียมการเพื่อเข้าลงทุนในบริษัทเป้าหมาย เหตุผลและความจำเป็นที่ต้องโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ขายและทำสัญญาเช่ากลับเพื่อดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะทำให้เกิดรายการระหว่างกันของบริษัทกับนายรัสมิ์ภูมิในอนาคตในจำนวนที่มีนัยสำคัญ
ข้อมูลประกอบการพิจารณาเกณฑ์กำหนดราคาซื้อขาย สรุปสมมุติฐานสำคัญ โดยราคาซื้อรวมค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ สินทรัพย์และหนี้สินที่คาดว่าจะได้รับ เช่น เครื่องหมายการค้า สัดส่วนของสินทรัพย์หรือรายได้จากการดำเนินงานของ SPTX จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร และอำนาจในการบริหารจัดการและโครงสร้างกรรมการในบริษัทเป้าหมายมีความสมเหตุสมผลหรือไม่
SPTX แยกตัวมาจากหุ้นบริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NEWS หุ้นร้อนในอดีตและเคยโยงใยถือหุ้นในบริษัท เนชั่น กรุ๊ป ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ NATION ที่มีนายฉายเป็นผู้บริหาร โดยเมื่อต้นเดือนมกราคม 2569 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น SPTX ก่อนสร้างธุรกรรมอันต้องสงสัย ในการลงทุนในบริษัทที่มีความเกี่ยวโยงกัน โดยต้องนำเงินของนักลงทุนออกจากบริษัทในจำนวนที่สูงมาก และยังไม่มีหลักประกันผลตอบแทนจากการลงทุนที่คุ้มค่า
หุ้น SPTX แน่นิ่งอยู่ที่ราคา 1 สตางค์มาประมาณ 6 เดือน แต่สิ่งน่าแปลกสำหรับหุ้นตัวนี้คือ มีการซื้อขายหนาแน่นทุกวัน อย่างน้อยวันละนับสิบล้านหุ้น หรือวันละหลายร้อยล้านหุ้น และวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา มีมูลค่าซื้อขายกว่า 1 พันล้านหุ้น ในราคาเดียวคือ 1 สตางค์
ใครซื้อใครขายหุ้น SPTX ซื้อขายโดยมีเจตนาอย่างไร ตลาดหลักทรัพย์น่าจะตรวจสอบถึงเบื้องหลังพฤติกรรมแปลกของหุ้นตัวนี้ แต่หลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ได้แต่ยืนดู โดยไม่มีการดำเนินการกับหุ้นที่ส่อเค้าว่าจะมีการซื้อขายที่ไม่เป็นปกติแต่อย่างใด
ก.ล.ต. เพิ่งสั่งให้บริษัท ออริจิ้น โกลบอล เอมไพร์ จำกัด (มหาชน) หรือ EMPIRE ชี้แจงและเปิดเผยข้อมูลธุรกรรมการได้มาและจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ที่มีนัยสำคัญ โดยธุรกรรมขนาดใหญ่กับ SPTX ช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ขนาดรายการสูงถึง 283% ซึ่งประกอบด้วยการขายหุ้นบริษัทย่อย (กลุ่ม DRJ) และการเข้าซื้อหุ้น MTT รวมถึงหุ้นเพิ่มทุนของ SPTX ธุรกรรมการเข้าซื้อสินทรัพย์และหุ้น PP (ช่วงปลายปี 2568)
หุ้น EMPIRE ถูกสั่งขึ้นเครื่องหมาย SP พักการซื้อขายตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา เนื่องจากไม่ส่งงบการเงินตามที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด โดยนายซันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 สัดส่วน 7.93% ของทุนจดทะเบียน และถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 หุ้น SPTX ในสัดส่วน 16.31% ของทุนจดทะเบียน
การซื้อขายทรัพย์สินของบริษัทจดทะเบียน มักเป็นช่องทางการผ่องถ่ายเงินออกจากบริษัทจดทะเบียน หรือเป็นการปล้นประชาชนผู้ถือหุ้นรายย่อย โดยการขายทรัพย์สินของบริษัทฯ ออกในราคาถูก หรือซื้อทรัพย์สินเข้ามาในราคาแพงเกินจริง และใช้วิธีทอนเงินส่วนต่างกันระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย กอบโกยความร่ำรวยบนความเสียหายของนักลงทุนรายย่อย โดยก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองประชาชนผู้ลงทุนได้
แม้การไซฟ่อน ผ่องถ่าย ปล้นนักลงทุนรายย่อย จากการทำธุรกรรมซื้อขายทรัพย์สิน จะเกิดขึ้นมานับร้อยกรณีแล้วก็ตาม
“ซัน กระทรวง” นักลงทุนขาใหญ่ที่สถาปนาตัวเองจากเซียนนักซื้อขายหุ้นรายวัน ไม่รู้ว่าเข้าไปถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนแห่งไหน ทำไมจึงมีธุรกรรมอันต้องสงสัย จน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องตามไปแกะรอยทุกที