xs
xsm
sm
md
lg

สศอ.ปรับดัชนีฯ ใหม่สะท้อนโครงสร้างอุตฯไทยในปัจจุบัน หนุน MPI ส.ค. 69 ขยายตัว 4.44%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สศอ.เผยผลปรับปรุงการจัดทำดัชนีอุตสาหกรรม (MPI) ให้ครอบคลุมกิจกรรมการผลิตที่เกิดขึ้นใหม่ และสะท้อนโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น หนุนดัชนี MPI เดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 103.43 ขยายตัวร้อยละ 4.44 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 58.28 รับแรงสนับสนุนจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกที่ขยายตัวตามการลงทุนด้าน AI และ Data Center พร้อมเดินหน้าใช้วิธี Chain-link Approach หวังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ขับเคลื่อนการปรับปรุงดัชนีผลผลิคอุตสาหกรรม (MPI) ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้ MPI สามารถสะท้อนโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทยให้เป็นปัจจุบัน ครอบคลุมการลงทุนใหม่ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นใหม่ในตลาดโลก โดยปรับปรุงในประเด็นเพิ่มความครอบคลุม (Coverage) และเพิ่มกลุ่มตัวอย่างข้อมูลโรงงาน (Sampling) ผ่านคณะทำงานปรับปรุงข้อมูลเศรษฐกิจ ซึ่งมีหน่วยงานทางเศรษฐกิจเป็นองค์ประกอบ อาทิ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรมศุลกากร ภายใต้หลักเกณฑ์การพิจารณาจากความสำคัญของผลิตภัณฑ์ที่มีต่อการสร้างมูลค่าหรือรายได้ให้กับประเทศผ่านการส่งออก

โดยผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มเติมเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการส่งออกสูง และมีโนวโน้มการส่งออกขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามความต้องการผลิตภัณฑ์ใหม่ของตลาดโลก สำหรับการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างข้อมูลโรงงานที่นำมาจัดทำดัชนีอุตสาหกรรมจะเป็นผู้ผลิตรายสำคัญและมีมูลค่าการผลิตสูงในลำดับต้น ๆ ของกลุ่มผลิตภัณฑ์นั้น

สศอ. ได้ทำการเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างการผลิต ได้แก่ เครื่องโน้ตบุ๊กและแล็ปท็อป อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณแบบออปติคอล (Optical Transceiver) และเครื่องสำรองไฟสำหรับหน่วยประมวลผล รวมถึงเพิ่มกลุ่มตัวอย่างโรงงานที่เปิดดำเนินการใหม่ในกลุ่ม Integrated Circuits และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ทำให้การจัดทำดัชนีครอบคลุมกิจกรรมการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยมากขึ้น


ผลของการปรับปรุง ส่งผลให้ดัชนี MPI เดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 103.43 ขยายตัวร้อยละ 4.44 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตขยับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 58.28

นายศุภกิจ กล่าวว่า เนื่องจากการจัดทำดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในปัจจุบันใช้วิธีการถ่วงน้ำหนักแบบคงที่ (Fixed Weight) หรือปีฐาน ซึ่งปัจจุบันใช้ปี 2564 เป็นปีฐาน แต่โครงสร้างอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและอาจใช้เวลาน้อยกว่า 5 ปี บางประเทศจึงใช้วิธีปรับค่าถ่วงน้ำหนักเป็นรายปีผ่านการเชื่อมโยงดัชนีแบบต่อเนื่อง (Chain-link Approach) อาทิ สิงคโปร์ รวมถึง การสำรวจผลิตภัณฑ์และโรงงานที่มีการลงทุนใหม่ในประเทศ ซึ่งให้ความสำคัญกับความถูกต้อง และต่อเนื่องของข้อมูลที่จะนำมาจัดทำดัชนีอุตสาหกรรม โดย สศอ. จะนำแนวทางดังกล่าวมาทดสอบในระยะต่อไปเพื่อให้ดัชนีสามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับหลักวิชาการที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากล

สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนสิงหาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แกอุปกรณ์สื่อสาร ขยายตัวร้อยละ 24.41 จากอุปกรณ์ในการรับ/ส่งสัญญาณแบบออปติคอล จากกระแสลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI/Data Center ทั่วโลกที่เติบโตต่อเนื่อง

ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ขยายตัวร้อยละ 8.14 จากน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันเบนซินที่มีการขยายตัวจากฐานต่ำในปีก่อน เนื่องจากโรงกลั่นบางรายหยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ตามวาระ (Major Turnaround) ในช่วงเดือน ก.ค. – ส.ค. 2568

ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวร้อยละ 14.55 จาก Printed Circuit Board Assembly (PCBA) เป็นหลัก ตามการขยายตัวของตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบายภาษีนำเข้า

สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนสิงหาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ พลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้น หดตัวร้อยละ 13.37 จาก Polyethylene (PE), Ethylene และ Polypropylene (PP) เป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุง และบางรายมีการขาดแคลนวัตถุดิบจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง หดตัวร้อยละ 10.91 จาก Hard Disk Drive (HDD) เป็นหลัก เนื่องจากฐานสูงในปีก่อน,
เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน หดตัวร้อยละ 7.64 จากเหล็กเส้นข้ออ้อย เหล็กลวด และเหล็กเส้นกลม เป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุง