xs
xsm
sm
md
lg

เอกชนระดมกำลังรับ “น้ำท่วม” ก่อนรัฐยกระดับมาตรการ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ผู้จัดการรายวัน – วิกฤตน้ำท่วมตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้เห็นแอ็กชันของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กลุ่มค้าปลีก อาหาร เครื่องดื่ม ศูนย์การค้า โทรคมนาคม และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยแต่ละธุรกิจนำทรัพยากรหลักของตัวเองออกมาใช้รับมือสถานการณ์ ตั้งแต่การเปิดพื้นที่จอดรถ การนำอาหารและน้ำดื่มเข้าพื้นที่ การรักษาระบบกระจายสินค้า ไปจนถึงการดูแลโครงข่ายสื่อสารและบริการหลังการขาย ขณะที่ภาครัฐยกระดับการรับมือในวันที่ 27 กันยายน และประกาศกรอบงบกลางเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนในวันที่ 29 กันยายน

ตลอดเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ หากประเมินเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑล ซึ่งมีพื้นที่รวมประมาณ 7,762 ตารางกิโลเมตร คาดการณ์ว่าพื้นที่ที่มีน้ำท่วมจริงอยู่ที่ประมาณ 10–20% หรือประมาณ 780–1,550 ตารางกิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วม เพราะยังครอบคลุมถนน ชุมชน จุดกระจายสินค้า ร้านค้า และพื้นที่ค้าปลีกที่ได้รับผลจากการเดินทางและการขนส่งตามมาด้วย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25–30 กันยายน 2569 ภาคธุรกิจได้ออกมาช่วยเหลือประชาชนหลากหลายรูปแบบ โดยทยอยนำ “พื้นที่–สินค้า–เครือข่าย–โครงสร้างพื้นฐาน” ของตัวเองออกมาใช้งานตามสถานการณ์


25 ก.ย. เปิด “พื้นที่” รับสถานการณ์

สถานการณ์ฝนตกและน้ำท่วมฉับพลัน หนึ่งในแอ็กชันที่เห็นชัดเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน คือการนำ “พื้นที่” ของศูนย์การค้ามาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานชั่วคราว โดย เซ็นทรัลพัฒนา เปิดพื้นที่จอดรถของเซ็นทรัล อยุธยา เซ็นทรัล โคราช เซ็นทรัล ชลบุรี และเซ็นทรัล ศรีราชา เพื่อรองรับรถของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยสาขาเซ็นทรัล ชลบุรีเปิดให้บริการระหว่างวันที่ 25–27 กันยายน

ขณะที่ เดอะมอลล์ เปิดพื้นที่จอดรถฟรีทุกสาขา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม รวมถึงศูนย์การค้าอื่นที่นำพื้นที่มาใช้รองรับประชาชนและเป็นจุดรับส่งต่อความช่วยเหลือ จังหวะแรกจึงไม่ได้เริ่มจากการแจกสิ่งของเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการนำพื้นที่ที่ธุรกิจมีอยู่แล้วมาใช้ตอบโจทย์เฉพาะหน้าของประชาชน


26 ก.ย. ขยับจาก “พื้นที่” สู่ “สินค้า–โครงข่าย”

จากนั้นในวันที่ 26 กันยายน สิงห์อาสา ประสานงานกับกรุงเทพมหานครและหน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ใช้รถโฟร์วีลลำเลียงน้ำดื่มเข้าสู่พื้นที่น้ำท่วมและศูนย์พักพิงที่การเดินทางเข้าถึงได้ยาก เช่น เขตบางซื่อและสายไหม ขณะที่พื้นที่พระนครศรีอยุธยา สิงห์อาสาร่วมกับบริษัท วังน้อยเบเวอเรช ในเครือบุญรอดบริวเวอรี่ สนับสนุนน้ำดื่มผ่านเครือข่ายกู้ภัยในพื้นที่

ด้าน ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศมาตรการฉุกเฉินตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน หลังฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน โดยจัดทีมวิศวกรดูแลโครงข่าย 24 ชั่วโมง ติดตั้งแนวกั้นบริเวณชุมสาย เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงแบบเรียลไทม์ และเตรียมเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แบตเตอรี่ เชื้อเพลิง รวมถึงรถสถานีฐานเคลื่อนที่และยานพาหนะสำหรับเข้าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ


27 ก.ย. รัฐยกระดับมาตรการ ขณะที่เอกชนเดินหน้าต่อ

วันที่ 27 กันยายน ภาครัฐยกระดับการรับมือสถานการณ์ โดยกรมการค้าภายในเรียกผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งเข้าหารือ ทั้ง แม็คโคร โลตัส บิ๊กซี ท็อปส์ โก โฮลเซลล์ เดอะมอลล์ ฟู้ดแลนด์ และเซเว่น อีเลฟเว่น เพื่อติดตามการเปิดให้บริการ ปริมาณสินค้า การขนส่ง และการกระจายสินค้า โดยข้อมูลจากกรมการค้าภายในระบุว่า ภาพรวมค้าปลีกและค้าส่งยังสามารถเติมสินค้าเข้าสู่ระบบได้ต่อเนื่อง แม้บางสาขาจะได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและการขนส่ง

ในส่วนของภาคเอกชน การรับมือจึงขยับไปสู่การบริหารสต็อก การเติมสินค้า และการรักษาการให้บริการ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีสาขากระจายอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก ซึ่งต้องปรับการดำเนินงานตามสภาพเส้นทางและการเข้าถึงของแต่ละพื้นที่


28 ก.ย. “ค้าปลีก–อาหาร” ระดมของจริงลงพื้นที่

วันที่ 28 กันยายน ซีพี แอ็กซ์ตร้า เดินหน้าผ่านเครือข่าย แม็คโคร และโลตัส ส่งอาหารพร้อมรับประทาน เครื่องดื่ม และของใช้จำเป็นให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ปากช่อง และนครนายก โดยประสานกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อกระจายความช่วยเหลือ

ด้าน ซีพี ออลล์ และ 7-Eleven เร่งเติมน้ำดื่ม อาหาร และสินค้าจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ที่ยังสามารถเข้าถึงได้ พร้อมเตรียมส่งสินค้าเข้าไปยังพื้นที่วิกฤตทันทีเมื่อเส้นทางเปิด ขณะที่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินหน้าภารกิจช่วยเหลือตั้งแต่วันแรก และวันที่ 28 กันยายน นายศุภชัย เจียรวนนท์ นำทีมซีพีอาสาแพ็กถุงกำลังใจ 2,000 ถุง ระดมน้ำดื่ม 100,000 ขวด ไข่ไก่ 300,000 ฟอง และส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่

ส่วน บิ๊กซี เปิดช่องทางรับบริจาคและระดมสิ่งของจำเป็นผ่านเครือข่ายค้าปลีกของตัวเอง เพิ่มบทบาทจากการเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าไปสู่จุดรวบรวมและส่งต่อความช่วยเหลือในสถานการณ์น้ำท่วม

29 ก.ย. จาก “ช่วยพื้นที่” สู่ “ช่วยลูกค้า”

ต่อมาในวันที่ 29 กันยายน ทรู คอร์ปอเรชั่น ขยับจากการดูแลโครงข่ายมาสู่การช่วยเหลือประชาชนโดยตรง ผู้บริหารและพนักงานทรูจิตอาสาร่วมแพ็กถุงกำลังใจ พร้อมนำอาหารแห้ง บิสกิต และน้ำดื่มลงพื้นที่เคหะชุมชนคลองจั่น ซึ่งยังมีน้ำท่วมสูงและประชาชนติดค้างในที่พัก ขณะเดียวกันทีมวิศวกรยังดูแลสัญญาณมือถือ เพื่อให้การติดต่อและการประสานขอความช่วยเหลือดำเนินต่อเนื่อง

ด้าน Samsung ออกมาตรการดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ โดยขยายเวลารับประกันสินค้าที่หมดประกันในเดือนกันยายนไปถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 และขยายประกันงานซ่อมสูงสุด 120 วัน มีผลตั้งแต่ 26 กันยายน–31 ตุลาคม 2569 ขณะที่มาตรการดูแลพิเศษสำหรับลูกค้าน้ำท่วมยังครอบคลุมบริการตรวจเช็กและซ่อมตามเงื่อนไขของบริษัท

ที่สำคัญ ในวันเดียวกันภาครัฐประกาศกรอบงบกลางประมาณ 4,000 ล้านบาท สำหรับการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยการจัดสรรจะพิจารณาจากข้อมูลความเสียหายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

30 ก.ย. จาก CSR สู่การใช้ “Core Asset”

เมื่อไล่ตาม Timeline ตั้งแต่วันที่ 25–30 กันยายน ภาพการรับมือของภาคเอกชนจึงไม่ได้มีเพียงการบริจาคหรือแจกสิ่งของ แต่เป็นการนำทรัพยากรที่มีอยู่ในธุรกิจออกมาใช้ตามโจทย์ของสถานการณ์ ตั้งแต่พื้นที่สำหรับรองรับประชาชน สินค้าและอาหารสำหรับผู้ประสบภัย ระบบสต็อกและกระจายสินค้า เครือข่ายสาขาและอาสาสมัคร ไปจนถึงโครงข่ายสื่อสารและบริการหลังการขาย

อีกด้านหนึ่ง Timeline นี้ทำให้เห็นความแตกต่างของ “ความพร้อมในการลงมือ” ระหว่างภาคธุรกิจกับกลไกภาครัฐอย่างค่อนข้างชัดเจน โดยเอกชนสามารถนำทรัพยากรและเครือข่ายที่มีอยู่เดิมออกมาใช้งานได้ทันทีตามลักษณะธุรกิจของตัวเอง ขณะที่มาตรการในระดับภาครัฐทยอยยกระดับตามลำดับในวันที่ 27 และ 29 กันยายน ภาพที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนว่า ในภาวะฉุกเฉิน ภาคเอกชนมีความคล่องตัวในการนำ “Core Asset” เข้าสู่พื้นที่และตอบโจทย์เฉพาะหน้าได้รวดเร็ว ซึ่งเป็นอีกบทบาทที่เข้ามาช่วยเติมเต็มการรับมือสถานการณ์ในช่วงที่ภาครัฐกำลังยกระดับมาตรการ.