xs
xsm
sm
md
lg

เกาหลีใต้เล็งแก้กฎคริปโต ปลดล็อก Market Maker เสริมสภาพคล่องตลาด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของเกาหลีใต้ กำลังพิจารณาทบทวนกฎระเบียบที่ห้ามการทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่องในตลาดคริปโทเคอร์เรนซี สืบเนื่องจากเหตุการณ์ความผันผวนอย่างรุนแรงของ JPYC ซึ่งเป็นสเตเบิลคอยน์อิงค่าเงินเยนบนกระดานเทรด Upbit ที่ราคาพุ่งทะยานไปถึง 4 เท่าจากมูลค่าจริงในช่วงเวลาสั้นๆ เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นถึงช่องโหว่ด้านสภาพคล่องที่ส่งผลกระทบต่อนักลงทุนโดยตรง จนนำมาสู่เสียงเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งจัดระเบียบและเพิ่มประสิทธิภาพตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่ ท่ามกลางการผลักดันร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่เตรียมคลอดออกมาควบคุมอุตสาหกรรมนี้อย่างครอบคลุม

เริ่มต้นเดือนกันยายน 2569 ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของเกาหลีใต้ต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลยักษ์ใหญ่อย่าง Upbit ได้เปิดให้ซื้อขาย JPYC ซึ่งเป็นสเตเบิลคอยน์ที่ตรึงมูลค่าไว้กับสกุลเงินเยนของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 17 กันยายน ทว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นเมื่อราคาเปิดตลาดที่ 12 วอนต่อเหรียญ กลับพุ่งทะยานขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 37.6 วอนภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าสินทรัพย์นี้ถูกซื้อขายในราคาที่สูงกว่ามูลค่าตลาดที่ควรจะเป็นถึงสี่เท่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นผลพวงโดยตรงจากสภาวะขาดแคลนสภาพคล่องบนแพลตฟอร์มของ Upbit

ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการบริการทางการเงินของเกาหลีใต้ (Financial Services Commission) จึงไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป ยู ยองจุน (Yoo Young-joon) ผู้อำนวยการนโยบายการเงินดิจิทัลประจำหน่วยงานดังกล่าว ได้เปิดเผยระหว่างการประชุมที่กรุงโซลเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ทางหน่วยงานเตรียมพิจารณาทบทวนความจำเป็นในการนำระบบดูแลสภาพคล่อง หรือมาร์เก็ตเมกเกอร์ (Market Maker) เข้ามาใช้ ทั้งนี้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและสร้างเสถียรภาพให้กับภูมิทัศน์ของสินทรัพย์ดิจิทัล ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้งานจากภาวะราคาพุ่งปรี๊ดของ JPYC ได้จุดชนวนให้เกิดกระแสเรียกร้องการจัดระเบียบตลาดที่เข้มงวดมากขึ้น

ตามบริบททางกฎหมายในปัจจุบัน พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ใช้งานสินทรัพย์เสมือน (Virtual Asset User Protection Act) ของเกาหลีใต้ ยังไม่มีข้อยกเว้นให้กับกิจกรรมดูแลสภาพคล่อง เนื่องจากถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ข้อห้ามตามมาตรการป้องกันการปั่นราคา ส่งผลให้ผู้ดูแลสภาพคล่องถูกปิดกั้นไม่ให้เข้ามาทำหน้าที่อัดฉีดเม็ดเงินในตลาดคริปโต อย่างไรก็ดี ท่าทีล่าสุดจากผู้บริหารระดับสูงสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่หน่วยงานกำกับดูแลอาจยอมถอยครึ่งก้าวเพื่อพิจารณาประเด็นนี้ใหม่อีกครั้ง

ประเด็นการเปิดทางให้ผู้ดูแลสภาพคล่องเข้ามามีบทบาทนั้น เป็นหัวข้อที่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในเกาหลีใต้ได้ถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2567 บทความวิจัยที่ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในวารสาร Seoul Law Review โดย อี มินจอง (Lee Min Jung) นักวิจัยจาก KB Securities ระบุว่า ในอดีตหน่วยงานกำกับดูแลไม่อนุญาตให้มีการทำตลาดคริปโตเนื่องจากกังวลว่าอาจเข้าข่ายการปั่นราคา แม้เธอจะเคยมองว่าการนำระบบนี้มาใช้อาจเร็วเกินไป แต่เธอก็ทิ้งท้ายว่าทางการสามารถพิจารณาเพิ่มข้อยกเว้นได้หากสภาวะตลาดมีความมั่นคงมากพอ

ยิ่งไปกว่านั้น เสียงสะท้อนถึงวิกฤตสภาพคล่องไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นจากกรณีของ JPYC เท่านั้น งานวิจัยของ ชเว ยุนยอง (Yoonyoung Choi) จากศูนย์วิจัย Korbit Research Center ชี้ให้เห็นว่า ตลาดคริปโตภายในประเทศต้องเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรงมาโดยตลอด อันเป็นผลมาจากการขาดแคลนระบบผู้ดูแลสภาพคล่องที่เป็นทางการ สิ่งที่ตามมาคือความคลาดเคลื่อนของราคาและความผันผวนที่พุ่งสูงปรี๊ด โดยงานวิจัยดังกล่าวยกตัวอย่างปรากฏการณ์กิมจิพรีเมียม (Kimchi premium) ว่าเป็นภาพสะท้อนความไม่มีประสิทธิภาพของตลาดคริปโตในเกาหลีใต้อย่างชัดเจน

ความเคลื่อนไหวในการดึงมาร์เก็ตเมกเกอร์กลับเข้าสู่ระบบนี้ เกิดขึ้นควบคู่ไปกับความพยายามของเกาหลีใต้ในการวางรากฐานโครงสร้างการกำกับดูแลอุตสาหกรรมคริปโตให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม คณะกรรมการบริการทางการเงินประกาศแผนเตรียมบังคับใช้พระราชบัญญัติพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Basic Act) กฎหมายฉบับบูรณาการนี้จะครอบคลุมตั้งแต่การควบคุมสเตเบิลคอยน์ ไปจนถึงภาพรวมของตลาดคริปโตทั้งหมด รวมถึงการวางกติกาสำหรับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ศูนย์ซื้อขาย การเปิดเผยข้อมูล และระบบควบคุมภายใน

กระนั้น สิ่งที่น่าจับตาคือ ทิศทางของกฎหมายแม่บทดังกล่าวยังคงมีรอยต่อสำคัญที่ยังไม่ลงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการควบคุมผู้ออกสเตเบิลคอยน์ที่ตรึงมูลค่าด้วยเงินวอนเกาหลีที่สมาชิกสภานิติบัญญัติยังคงต้องเร่งหาข้อสรุป ในท้ายที่สุด เหตุการณ์ผันผวนของเหรียญ JPYC ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวความโกลาหลชั่วข้ามคืน แต่กลับเป็นสารกระตุ้นชั้นดีที่บีบให้รัฐบาลกรุงโซลต้องเร่งอุดช่องโหว่ทางกฎหมาย เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการปกป้องนักลงทุนและการเปิดกว้างให้ตลาดเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน