กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย ใช้ประโยชน์จาก FTA ไทย-เปรู ฉบับสมบูรณ์ หลังปิดดีลกันจบ เผยไทยจะได้ประโยชน์จากการที่เปรูเปิดตลาดสินค้าในส่วนที่เหลือ 30% และได้วัตถุดิบทางเลือกอีกเพียบ ส่วนบริการ มีสิทธิ์เข้าไปถือหุ้น 100% เกือบทุกสาขาบริการ และยังมีโอกาสเจาะเข้าสู่ตลาดอเมริกาใต้ได้อีกหลายประเทศ
นางขวัญนภา ผิวนิล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดสัมมนาเรื่อง “ขยายโอกาสการค้าในอเมริกาใต้ จาก FTA ไทย-เปรู” เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า ไทยและเปรูได้บรรลุการเจรจาอัปเกรดความตกลงการค้าเสรี (FTA) ฉบับสมบูรณ์ไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา กรมจึงได้จัดงานสัมมนาครั้งนี้ขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทยในการขยายโอกาสการค้าสินค้าและการค้าบริการ ด้วย FTA ไทย-เปรู เข้าสู่ตลาดเปรูและภูมิภาคอเมริกาใต้ โดยได้รับเกียรติจาก นายสุภกิจ วรรณบูรณ์ ประธานสภาธุรกิจไทย-ลาตินอเมริกา เป็นผู้แทนของภาคธุรกิจที่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง และประสบการณ์การเจรจาการค้าและการดำเนินธุรกิจในภูมิภาค
ทั้งนี้ FTA ไทย-เปรูฉบับนี้ ผู้ประกอบการไทยจะได้ใช้ประโยชน์จากการเปิดตลาดการค้าสินค้าที่เหลือ 30% ในด้านการเป็นตลาดส่งออกใหม่ โดยเปรูจะเปิดตลาดให้สินค้าไทย 1,766 รายการ อาทิ เนื้อปลา ผลไม้บางชนิด เวชภัณฑ์ และรถยนต์และชิ้นส่วน ขณะที่ไทยจะได้ประโยชน์การนำเข้าวัตถุดิบทางเลือกเพื่อต่อยอดในอุตสาหกรรมการผลิตของไทยจากการเปิดตลาดให้เปรู 3,204 รายการ อาทิ เคมีภัณฑ์ เหล็ก ยานยนต์ เนื้อสัตว์ ปลาบางรายการ และปลาป่น
สำหรับการเปิดตลาดการค้าบริการ ไทยจะเปิดตลาดให้เปรูสามารถถือหุ้นธุรกิจบริการได้บางสาขา อาทิ บริการให้คำปรึกษาและบริหารจัดการทั่วไป บริการก่อสร้างที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะ ขณะที่เปรูจะเปิดตลาดให้ไทยถือหุ้นได้ 100% เกือบทุกสาขาบริการ ส่วนอุปสรรคสำคัญที่ไทยต้องตระหนัก คือ เปรูใช้ภาษาสเปนเป็นหลักและการส่งสินค้าไปเปรูมีต้นทุนค่าขนส่งสินค้าที่ค่อนข้างสูง
“ความตกลง FTA ฉบับนี้ จะช่วยสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ รถยนต์ ตู้เย็น และเวชภัณฑ์ รวมถึงภาคบริการของไทย อาทิ บริการกฎหมาย ก่อสร้าง วิศวกรรม และการท่องเที่ยว อีกทั้งการเปิดใช้ท่าเรือชานไคของเปรูในช่วงปลายปี 2567 ยังช่วยลดระยะเวลาการขนส่งสินค้าจากเอเชีย รวมไทยไปยังเปรูได้ประมาณ 10-12 วัน ซึ่งท่าเรือดังกล่าวจะถูกยกระดับให้เป็นฮับในการกระจายสินค้าต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านของเปรู อาทิ บราซิล โบลิเวีย และโคลอมเบีย”นางขวัญนภากล่าว
ปัจจุบันเปรูเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในภูมิภาคอเมริกาใต้ รองจากบราซิล อาร์เจนตินา และชิลี รวมทั้งเป็นคู่ค้าอันดับ 60 ของไทยในโลก โดยในช่วงครึ่งปี 2569 การค้าระหว่างไทยและเปรู มีมูลค่า 358.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 39.55% โดยไทยส่งออกไปเปรู มูลค่า 256.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากเปรู มูลค่า 102.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์และชิ้นส่วน อาหารแปรรูป เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้ง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง สินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป ก๊าซธรรมชาติ ผัก ผลไม้ สินแร่โลหะอื่นๆ และพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช