xs
xsm
sm
md
lg

เฟดเพิ่มกฎคุมสินทรัพย์-เงินทุนภายใต้ GENIUS Act หลังข่าวทรัมป์เล็งดันสเตเบิลคอยน์ค้ำบังลังก์ดอลลาร์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


เฟดเสนอกฎใหม่คุมเข้มด้านสินทรัพย์สำรองและเงินทุนสำหรับผู้ออกสเตเบิลคอยน์ภายใต้กฎหมาย GENIUS Act
เฟดเสนอเพิ่มกฎด้านสินทรัพย์สำรองและเงินทุนสำหรับผู้ออกสเตเบิลคอยน์ภายใต้กฎหมาย GENIUS Act ขณะที่ก่อนหน้านั้นเพิ่งมีข่าวคณะบริหารทรัมป์เล็งหาช่องทางส่งเสริมการใช้สเตเบิลคอยน์ในต่างประเทศ เพื่อค้ำจุนสถานะสกุลเงินสำรองชั้นนำของโลกของดอลลาร์ รวมทั้งกระตุ้นดีมานด์พันธบัตรคลังสหรัฐฯ

คณะกรรมการผู้ว่าการของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสฯ (24 ก.ย.) ว่า จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนเป็นเวลา 60 วันเกี่ยวกับข้อเสนอ 2 ฉบับสำหรับผู้ออกสเตเบิลคอยน์เพื่อใช้ในการชำระเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเฟด โดยฉบับแรกเป็นการกำหนดข้อบังคับด้านการดำเนินงานสำหรับผู้ออกสเตเบิลคอยน์และบริษัทที่ถือครองสินทรัพย์สำรอง ส่วนอีกฉบับเป็นการกำหนดแนวทางสำหรับธนาคารพาณิชย์ที่เป็นสมาชิกระบบเฟดในการยื่นขออนุญาตเพื่อออกสเตเบิลคอยน์ผ่านบริษัทในเครือ

ข้อเสนอเหล่านี้จะกำหนดหลักเกณฑ์โดยละเอียดภายใต้กฎหมาย Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act หรือ GENIUS Act ในส่วนที่มีผลกระทบต่อธนาคารและบริษัทสเตเบิลคอยน์ในอเมริกา

ภายใต้ข้อเสนอเหล่านี้ ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเฟดต้องมีสินทรัพย์สำรองค้ำประกันสเตเบิลคอยน์เต็มจำนวน โดยสินทรัพย์สำรองต้องเป็นพันธบัตรคลังสหรัฐฯ ระยะสั้น หรือสินทรัพย์ที่มีคุณภาพและสภาพคล่องสูงอื่นๆ

ร่างข้อเสนอยังกำหนดมาตรฐานในการดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำเพื่อจัดการความเสี่ยงด้านเครดิตและการดำเนินงานบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับสเตเบิลคอยน์เพื่อการชำระเงิน

ขณะเดียวกัน เฟดยังเสนอจัดตั้งกระบวนการยื่นขออนุญาตเฉพาะสำหรับธนาคารที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเฟดที่ต้องการออกสเตเบิลคอยน์ เช่น การยื่นแผนธุรกิจ ข้อมูลทางการเงิน รวมถึงเอกสารอื่นๆ

เฟดและหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของอเมริกากำลังดำเนินการเพื่อบังคับใช้กฎหมาย GENIUS Act ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามรับรองเมื่อปีที่แล้ว
กฎหมายฉบับนี้มุ่งสร้างกรอบการกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์ระดับรัฐบาลกลาง ซึ่งรวมถึงการกำหนดให้สเตเบิลคอยน์ต้องมีดอลลาร์หรือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องใกล้เคียงกันหนุนอยู่เต็มจำนวน และต้องผ่านการตรวจสอบบัญชีเป็นประจำทุกปี
เดิมหน่วยงานกำกับดูแลมีกำหนดเส้นตายเบื้องต้นในเดือนก.ค. แต่หน่วยงานต่างๆ มักใช้เวลานานกว่าที่กำหนดในการบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ ทั้งนี้ กฎหมาย GENIUS Act มีกำหนดเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนม.ค.ปีหน้า

ความเคลื่อนไหวของเฟดเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันพุธ (23 ก.ย.) Bloomberg รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากบุคคลวงในว่า คณะบริหารของทรัมป์กำลังพิจารณาแนวทางต่างๆ เพื่อส่งเสริมการใช้สเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับดอลลาร์ทั่วโลก

คณะบริหารของอเมริกามองว่า การผลักดันสเตเบิลคอยน์อาจช่วยค้ำจุนบทบาทของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองหลักของโลก รวมทั้งกระตุ้นความต้องการซื้อพันธบัตรคลังของอเมริกา เนื่องจากภายใต้ GENIUS Act ผู้ออกสเตเบิลคอยน์จะต้องถือครองสินทรัพย์สำรอง เช่น พันธบัตรคลังระยะสั้นของอเมริกา เพื่อเป็นหลักประกันรองรับมูลค่าของเหรียญ

แนวทางในการส่งเสริมสเตเบิลคอยน์อาจรวมถึงการจัดตั้งโครงการร่วมทุนระหว่างหน่วยงานของรัฐบาล เช่น กระทรวงการคลังและกระทรวงต่างประเทศ ตลอดจนถึงหน่วยงานความร่วมมือทางการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (DFC) กับบริษัทเอกชน อาทิ ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านสเตเบิลคอยน์รายใหญ่ ได้แก่ Circle และ Paxos
คณะบริหารของทรัมป์มุ่งมั่นผลักดันนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมคริปโต โดยผู้นำสหรัฐฯ ย้ำมาตลอดว่า อเมริกาไม่ควรปล่อยให้จีนเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีคริปโตและสินทรัพย์ดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม ความพยายามด้านกฎหมายคริปโตของอเมริกายังเผชิญอุปสรรคสำคัญ โดยเมื่อไม่นานมานี้ร่างกฎหมาย CLARITY Act ที่มีวัตถุประสงค์ในการกำหนดกรอบกฎหมายกำกับดูแลตลาดคริปโตครบวงจร ถูกคว่ำระหว่างการลงมติเพื่อยุติการอภิปรายในวุฒิสภา

จีนวางหมากดันหยวน
ความพยายามของอเมริกาในการผลักดันสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับดอลลาร์เกิดขึ้นขณะที่จีนเริ่มพิจารณาแนวทางเดียวกันสำหรับเงินหยวน เพื่อเพิ่มการใช้สกุลเงินของตนในระดับโลก

ตามรายงานของ Reuters คณะมนตรีรัฐกิจของจีนได้ประชุมทบทวนและพิจารณาแผนยุทธศาสตร์เพื่อผลักดันการพัฒนาสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับเงินหยวน ซึ่งถือเป็นการกลับลำนโยบายเดิมที่เคยห้ามหรือจำกัดสินทรัพย์ดิจิทัลมานานหลายปี
นอกจากนั้น ขณะนี้เงินหยวนยังเป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) ที่ใช้ในโปรเจ็กต์ mBridge ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการทำธุรกรรม CBDC ระหว่างประเทศ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กำลังเตรียมทดสอบระบบยูโรดิจิทัลนาน 12 เดือน ซึ่งคาดว่า จะเริ่มต้นช่วงครึ่งหลังปีหน้า

ตลาดเกิดใหม่รับเคราะห์
ขณะเดียวกัน แม้แผนการส่งเสริมสเตเบิลคอยน์ของวอชิงตันอาจช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับดอลลาร์ แต่ก็อาจสร้างความเสี่ยงอย่างรุนแรงต่อประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและมีความเปราะบางต่อการไหลออกของเงินทุน เนื่องจากสเตเบิลคอยน์อาจทำให้เงินเคลื่อนย้ายผ่านเครือข่ายบล็อกเชนโดยไม่ต้องผ่านช่องทางการธนาคารแบบเดิม ทำให้ธนาคารกลางและรัฐบาลติดตามตรวจสอบและควบคุมกระแสเงินทุนได้ยากขึ้น

ทั้งนี้ หากมีการนำสเตเบิลคอยน์ที่ตรึงกับดอลลาร์ไปใช้งานอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน สกุลเงินท้องถิ่นของประเทศต่างๆ อาจเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ออกมาเตือนหลายครั้งเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อประเทศตลาดเกิดใหม่จากสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับดอลลาร์ เช่น การเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากประเทศเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือการเงิน