เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย(RUN)โชว์ผลงานนักวิจัยในโครงการแลกเปลี่ยนธุรกิจร่วมทุนไทย-ออสเตรเลีย ”Thailand-Australia Venture Exchange Program” หรือ VEP พร้อมเดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง เสริมศักยภาพสตาร์ทอัพไทยในการขยายตลาด และสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับสากล
รศ. ดร. ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN Office) กล่าวว่า ปัจจุบันงานวิจัยและเทคโนโลยีจำนวนมากของไทยต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการขยายผลเชิงพาณิชย์ หรือตกอยู่ใน “ Valley of Death” จากปัจจัยหลายประการ ทั้งกระบวนการพัฒนาที่ไม่สร้างความแตกต่าง ข้อจำกัดทางกฎหมาย และขาดช่องทางเชื่อมโยงสู่ตลาดสากล RUN โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำ 8 แห่ง ได้แก่ ม.เกษตรศาสตร์, ม.ขอนแก่น, ม.เชียงใหม่, จุฬาฯ, ม.มหิดล, ม.ธรรมศาสตร์, ม.สงขลานครินทร์ และ ม.นเรศวร จึงได้ผนึกกำลังสร้างระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศ โดยมุ่งผลักดันงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีเชิงลึก ที่มีการประเมินความพร้อมของเทคโนโลยี (TRL) และความพร้อมเชิงพาณิชย์ (CRL) ตั้งแต่การระบุความต้องการของผู้ใช้ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การพัฒนาต้นแบบ ไปจนถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือการจัดตั้งบริษัท Spin-off
ทั้งนี้เพื่อพัฒนาศักยภาพสตาร์ทอัพด้านเกษตรและอาหารไทยในการขยายตลาด และสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับสากล เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา RUN ได้ร่วมมือกับเมืองนวัตกรรมอาหาร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานวิทยาศาสตร์แห่งชาติของออสเตรเลีย ((Commonwealth Scientific and Industrial Research Organisation, CSIRO) เปิดตัว “โครงการแลกเปลี่ยนธุรกิจร่วมทุนไทย-ออสเตรเลีย” หรือโครงการ VEP ขึ้น โดยเป็นโปรแกรมแลกเปลี่ยนและเร่งสปีดนวัตกรรมแบบเข้มข้นในระยะเวลา 12 สัปดาห์ ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ และ SMEs ด้านเกษตรและอาหาร (Agrifood) ของไทยและออสเตรเลีย เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย ตลาด และโอกาสทางธุรกิจ โดยจะดำเนินโครงการรวม 3 รอบ ในช่วงปี 2569-2570 ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้เข้าถึงเครื่องมือการวิจัยระดับโลกของ CSIRO ได้รับการโค้ชแบบตัวต่อตัวจากผู้เชี่ยวชาญประจำโครงการพร้อมทดสอบความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์ในตลาดทั้งสองประเทศ ผ่านกิจกรรมลงพื้นที่จริง ทั้งในประเทศออสเตรเลียและประเทศไทย เพื่อเปลี่ยนผลงานวิจัยขั้นสูงให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าสูง ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้อย่างแท้จริง
รศ. ดร. ชาลีดา กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการ VEP อยู่ระหว่างการดำเนินการในเฟสแรกคือ การอบรมและ Workshop ในประเทศไทย เพื่อศึกษาแนวทางการทำตลาดและเรียนรู้ระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารของออสเตรเลีย ก่อนที่จะเดินทางไปประเทศออสเตรเลียในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อสัมผัสระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารของออสเตรเลียในสถานที่จริง ซึ่ง RUN ได้สนับสนุน 7 นักวิจัยจาก RUN เข้าร่วมในโครงการ VEP ประกอบด้วย ดร.ปัทมาวรรณ ชิมมา จากมหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.วรัญญา เตชะสุขถาวร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ธัญญ์นลิน วิญญูประสิทธิ์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.เอกสิทธิ์ จงเจริญรักษ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ.ดร.พิมพ์นิภา หิรัณย์สร จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.ดร.ทานตะวัน พิรักษ์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ รศ.ดร.ขนิษฐา รุตรัตนมงคล จากมหาวิทยาลัยนเรศวร
ล่าสุด ...เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา 1 ในนักวิจัยที่เข้าร่วมโครงการ VEP ได้มีโอกาสในการนำเสนอแผนธุรกิจ (Pitching)ในงาน FOREFOOD COHORT #6 DEMO DAY ที่สวทช. จัดขึ้น เพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลงานนวัตกรรมขั้นสูงและสร้างความร่วมมือทางธุรกิจ ซึ่งได้รับความสนใจจากเหล่านักลงทุน ผู้ประกอบการภาคเอกชน นักวิจัย และผู้แทนภาครัฐที่เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก
รศ.ดร.ทานตะวัน พิรักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในนักวิจัยโครงการ VEP เปิดเผยถึงความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ FEELS ผงโปรตีนสกัดจากปลาซาร์ดีน ว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นผงโปรตีนฟังก์ชันที่มีโปรตีนและแคลเซียมสูง สกัดจากส่วนเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมการผลิตซูริมิ หรือเนื้อปลาบด เพื่อตอบโจทย์สุขภาพของผู้สูงวัยและแก้โจทย์สิ่งแวดล้อม งานวิจัยได้ผ่านการขยายกำลังการผลิตสู่ระดับ Commercial Scale ได้รับอนุมัติการจดทะเบียน อย. เรียบร้อยแล้ว และได้รับคัดเลือกให้เข้าโครงการ VEP เพื่อศึกษาโอกาสการขยายตลาดในออสเตรเลีย และสร้างความร่วมมือกับกลุ่ม Care Home รวมถึงโรงพยาบาลในต่างประเทศ
รศ.ดร.ทานตะวัน กล่าวว่า ผลงานวิจัยผงโปรตีนสกัด Feels เริ่มจากการร่วมมือกับโรงงานผลิตซูริมิจากปลาซาร์ดีน ซึ่งกระบวนการกรองปลาเดิมจะเหลือส่วนเนื้อติดก้างบริเวณตะแกรงเครื่องจักร ที่มักถูกจำหน่ายเป็นอาหารสัตว์ในราคาต่ำ ทีมวิจัยจึงนำส่วนเหลือดังกล่าวมาผ่านกระบวนการสกัดเฉพาะ จนได้เป็นผงโปรตีนคุณค่าสูง ที่ช่วยลดขยะในระบบอุตสาหกรรม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และสามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบเดิมได้มากกว่า 10 เท่า มีคุณประโยชน์ทางโภชนาการเหมาะกับผู้สูงอายุที่ให้ปริมาณ โปรตีนเทียบเท่าไข่ไก่ 1 ฟอง และมีแคลเซียมสูงกว่านมสด 1 แก้ว จากผลิตภัณฑ์ 1 เสิร์ฟ หรือ 15 กรัม นอกจากนี้ยังมีน้ำหนักโมเลกุลขนาดเล็ก ทำให้ร่างกายดูดซึมได้ง่าย ไม่ทำให้เกิดอาการท้องอืดเหมือนโปรตีนจากพืช และมีจุดเด่นที่รสชาติ "อุมามิ" ตามธรรมชาติจากกรดอะมิโนในปลาซาร์ดีน ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารในผู้สูงวัย
“ความสำเร็จของงานวิจัยเกิดขึ้นการผลักดันและสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากระบบนิเวศนวัตกรรม เริ่มต้นตั้งแต่ ศูนย์เร่งการจัดการนวัตกรรม เทคโนโลยี และการวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หรือ KUTAC และ ForeFood Accelerator โดย Foodinnopolis สวทช. ที่ช่วยเติมเต็มความรู้ให้การโค้ชชิ่ง และเปิดมุมมองด้านการดำเนินธุรกิจอย่างครบถ้วน รวมถึง RUN ที่ช่วยสร้างระบบนิเวศวิจัย เชื่อมโยงภาควิชาการสู่ภาคอุตสาหกรรม และช่วยขับเคลื่อนงานวิจัยจากบนหิ้งให้สามารถนำมาผลิตและขายได้จริงในตลาด โดยเฉพาะหน่วยงานระดับโลกอย่าง CSIRO ประเทศออสเตรเลีย ในโครงการ VEP ที่ช่วยเปิดโอกาสและลดความเสี่ยงในการขยายตลาดต่างประเทศ ทีมวิจัยขอขอบพระคุณการสนับสนุนจากทุกหน่วยงาน ที่ช่วยผลักดันให้งานวิจัยชิ้นนี้พัฒนาจนประสบความสำเร็จและพร้อมออกสู่ตลาดได้จริง"