ขสมก.ครบรอบ 50 ปี เดินหน้าเปลี่ยนรถดีเซลเป็นรถ EV ลุยเช่าเฟส 2 อีก 800 คัน 8.4 พันล้านบาท เร่งรับมอบในปี 70 ปิดตำนานรถใช้น้ำมันดีเซล100% ขณะที่ ตั้งเป้าลดรายจ่ายเพิ่มรายได้เลิกขาดทุน EBITDA เป็นศูนย์ปี 73 ด้าน”พิพัฒน์” เร่งหารือคลัง เติมเงินบัตรสวัสดิการเยียวยาหลังปรับค่าตั๋ว 8 บาท เป็น 15 - 25 บาท
วันที่ 24 ก.ย. 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน ในงานวันคล้ายวันก่อตั้ง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ครบรอบ 50 ปี ว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญในการเปลี่ยนผ่านบริการขสมก.จากรถโดยสารที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล เป็น รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า หรือ รถเมล์ EV ภายใต้โครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (Electric Vehicle : EV) จำนวน 1,520 คัน ระยะเวลาเช่า 7 ปี วงเงิน 14,905 ล้านบาท
โดยแบ่งการส่งมอบเป็น 3 ชุด ชุดแรกจำนวน 500 คัน ภายในสิ้นเดือนมีนาคม อีก 500 คันภายในสิ้นเดือนเมษายน และอีก 520 คันภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม 2570 ขณะที่ รัฐบาล ได้ผลักดันให้จัดหารถเมล์ EV เพิ่มอีกจำนวน 800 คัน โดยจะนำมาให้บริการภาย ในปี 2570 เช่นกัน เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายรถโดยสารขสมก.ที่เป็น EV 100%
นายพิพัฒน์กล่าวว่า การที่ขสมก.เปลี่ยนมาใช้รถ EV นอกจากลดการปล่อยมลพิษแล้ว ยังช่วยลดภาระต้นทุนของ ขสมก. โดยเฉพาะค่าซ่อมบำรุงและต้นทุนพลังงาน เนื่องจากรถส่วนหนึ่งเป็นระบบเช่า ซึ่งเมื่อรถมีปัญหาไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระการซ่อมในลักษณะเดิม ขณะที่ต้นทุนพลังงานไฟฟ้ามีความผันผวนน้อยกว่าน้ำมันและก๊าซ ซึ่งจะทำให้รัฐเข้าไปอุดหนุนผลขาดทุนน้อยลง
“บทบาทของ ขสมก. และระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรจากประชาชน แต่ต้องทำหน้าที่ให้บริการและช่วยลดภาระค่าเดินทาง โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ขณะเดียวกันการลดต้นทุนการดำเนินงานจะช่วยลดจำนวนเงินที่ภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุนในอนาคต”
@เปลี่ยนรถร้อนเป็นรถแอร์ต้องไม่กระทบผู้มีรายได้น้อย
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อเปลี่ยนจากรถร้อน เป็น รถปรับอากาศ EV สำหรับอัตราค่าโดยสารจะปรับจาก 8 บาทตลอดสายเป็น 15 บาท- 25 บาท ตามระยะทาง รัฐบาลจะดูแลในส่วนของประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างไรไม่ให้ได้รับผลกระทบ นายพิพัฒน์กล่าวว่า เรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลัง หารือร่วมกัน เพื่อหาแนวทางในการคงอัตราค่าโดยสารสำหรับผู้มีรายได้น้อยไว้เท่าเดิม โดยราคาที่เพิ่มขึ้น คือจาก 8 บาทเป็น 15 บาทนั้น ให้กระทรวงการคลังเติมเงินเข้าไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยเหลือในส่วนนี้
“ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อออกแบบกลไกช่วยเหลือให้เหมาะสม ขณะที่ ให้ทางขสมก. จัดทำข้อมูลจำนวนผู้ใช้บริการ รถเมล์ร้อน และกลุ่มที่ใช้รถปรับอากาศ เพื่อให้สามารถแยกกลุ่มผู้โดยสารและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงกลุ่มมากขึ้น”
นายพิพัฒน์กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม อยู่ระหว่างผลักดัน ระบบตั๋วร่วมใช้กับรถไฟฟ้าในเดือนมกราคม 2570 และจะขยายไปสู่รถเมล์ และเรือโดยสารภายในปี 2570 เพื่อให้ระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ภายใต้ระบบตั๋วร่วมเพื่อให้เกิดความสะดวกกับประชาชนมากที่สุด และได้รับบริการในราคาที่ยุติธรรม
@เร่งร่าง TOR ปีหน้า ประมูลเช่า เฟส2 อีก 800 คัน
นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก.กล่าวว่า รถเมล์ EV จำนวน 1,520 คันจะส่งมอบครบในเดือนพ.ค. 2570 เพื่อนำมาให้บริการทแทนรถโดยสารครีมแดงทั้งหมด ขณะที่ ขสมก.ได้เตรียมจัดหารถเมล์ EV เฟส 2 จำนวน 800 คัน ววงเงินรวม 8,400 ล้านบาท ในรูปแบบการเช่าดำเนินการ ซึ่งได้รับจัดสรรงบปี 2570 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมร่าง TOR คาดเปิดประมูลในต้นปี 2570 และจะเร่งรัดการรับมอบในปลายปี 2570
ซึ่งรถ EV เฟส 2 จำนวน 800 คันจะนำมาทดแทนรถปรับอากาศ รถครีมน้ำเงินและรถแดวู (สีส้ม) หากเป็นไปตามแผน ในปลายปี 2570 ขสมก.จะมีรถโดยสารปรับอากาศ EV จำนวน2,320 คัน (EV ล็อต 1,520 คัน และEV ล๊อต 800 คัน) วิ่งบริการร่วมกับ รถโดยสาร NGV จำนวน 486 คัน แลถรถยูโรทู (NGV) จำนวน 323 คัน
@ปี 73 เลิกขาดทุน EBITDA เป็นศูนย์
นายกิตติกานต์กล่าวว่า รถเมล์ใหม่ จะเข้ามาให้บริการเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2571 ซึ่งจะทำให้ขสมก.ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 4,100 ล้านบาทต่อปี แบ่งเป็น ต้นทุนค่าเหมาซ่อมที่มี 2,000 ล้านบาทต่อปี จะลดลงอย่างน้อย 1,500 ล้านบาทต่อปี ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงจาก 2,100 ล้านบาท จะลดลง 60% หรือเหลือประมาณ 800 ล้านบาท และลดต้นทุนบุคลากรในอนาคตต่อไป ซึ่งจะส่งผลทำให้การขาดทุนลดลงจากปัจจุบัน 7,000 - 8,000 ล้านบาทต่อปี เหลือไม่เกิน 4,000 ล้านบาท
ขณะที่การเปลี่ยนรถร้อน ค่าโดยสาร 8 บาทตลอดสาย เป็นรถปรับอากาศ อัตราค่าโดยสารที่ 15-25 บาทตามระยะทาง จะทำให้มีรายได้รถกลุ่มนี้ เพิ่มประมาณ 50% และคาดว่า ผลประกอบการขสมก.จะมี EBITDA เป็นศูนย์ในปี 2573 (รายได้ หักรายจ่าย ก่อน ดอกเบี้ ภาษีและค่าเสื่อม ) ส่วนหนี้สะสมประมาณ 1.5 แสนล้านบาทจะมีการปรับโครงสร้างหนี้และแก้ไขได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ยืนยันว่า ขสมก.ยังคงเป็นองค์กรที่ให้บริการสาธารณะที่ไม่หวังผลกำไร