xs
xsm
sm
md
lg

อสังหาฯรายใหญ่ลงตลาด “THBA “ชี้รับสร้างบ้านปี69-70สู่ยุคจัดระเบียบโครงสร้างใหม่!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


นิรัญ โพธิ์ศรี
 สมาคมไทยรับสร้างบ้าน เผยภาพอุตสาหกรรมรับสร้างบ้านปี 69–70 เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ในรอบ 2 ทศวรรษ หลังเจอมรสุมหนี้ครัวเรือนพุ่งแตะ 90% สถาบันการเงินคุมเข้มสินเชื่อ และดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง-แรงงานปรับตัวสูงขึ้น ชี้ตลาดก้าวสู่ภาวะ "น่านน้ำสีเลือด" จากการรุกคืบของผู้พัฒนาอสังหาฯ รายใหญ่ พร้อมแนะผู้ประกอบการเร่งปรับตัวใช้เทคโนโลยีและชูนวัตกรรม หวังฝ่าวิกฤตดันมูลค่าตลาดรับสร้างบ้านแตะ 1.7–1.8 หมื่นล้านบาท

นายนิรัญ โพธิ์ศรี นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน (THBA)เปิดเผยถึงทิศทางอุตสาหกรรมรับสร้างบ้านในปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ว่า ตลาดกำลังก้าวเข้าสู่การจัดระเบียบโครงสร้างใหม่ (Market Restructuring) หลังจากเผชิญการหดตัวอย่างรุนแรงในช่วงปี 2567–2568 โดยภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคมีลักษณะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป (K-Shaped Recovery) และยังเผชิญปัจจัยลบจากภายนอก เช่น นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และภัยธรรมชาติ

สำหรับปัจจัยภายในประเทศที่ฉุดกำลังซื้ออย่างรุนแรงที่สุดคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับวิกฤตสูงถึง 90% ของ GDP (กว่า 16.41 ล้านล้านบาท) ข้อมูลจากเครดิตบูโรพบว่า ผู้กู้สินเชื่อบ้านมี บัญชีสินเชื่อเปิดใหม่เฉลี่ย 1.11–1.22 บัญชีต่อคน ส่งผลให้สถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อและเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยกู้อย่างสูงสุด แม้ภาครัฐจะขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ไปจนถึงมิถุนายน 2570 แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะจุดประกายให้ตลาดฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดด

เช็กสถานการณ์ตลาดครึ่งปีหลัง คาดมูลค่ารับสร้างบ้านแตะ 1.8 หมื่นล้าน

ทั้งนี้ THBA คาดว่าภาพรวมตลาดบ้านสร้างเองทั่วประเทศในช่วงปี 2568 มีมูลค่าราว 110,000–120,000 ล้านบาท โดยกลุ่มบริษัทรับสร้างบ้าน (นิติบุคคล) มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณ 17,000–18,000 ล้านบาท (คิดเป็น 15%) และ คาดว่าตลาดจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จากการเร่งทำตลาดของผู้เล่นเดิมและผู้เล่นรายใหม่ เมื่อจำแนกตามเซกเมนต์ราคาบ้าน พบสัดส่วนดังนี้:
•ราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท (สัดส่วน 46%): เป็นกลุ่มที่มีความต้องการมากที่สุดในตลาด
•ราคา 5–10 ล้านบาท (สัดส่วน 22%): มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น
•ราคา 10–20 ล้านบาท (สัดส่วน 18%): กำลังซื้อเริ่มลดลง
•ราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป (สัดส่วน 14%): ผู้บริโภคเกิดภาวะชะลอการตัดสินใจ (Wait & See)

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังถูกดึงกำลังซื้อบางส่วนจากสต็อกบ้านจัดสรรสร้างเสร็จคงค้างที่มีสูงถึง 53,000 ยูนิต แต่ยังคงมีแรงหนุนสำคัญจากพื้นที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เช่น ชลบุรี, ระยอง, นครราชสีมา, ขอนแก่น, ภูเก็ต ฯลฯ

สิทธิพร สุวรรณสุต
การแข่งขันเข้าสู่ "น่านน้ำสีเลือด" ทุนใหญ่ข้ามสายพันธุ์บุกแย่งเค้ก
ทั้งนี้ สถานการณ์การแข่งขันของตลาดรับสร้างบ้านในปี 2569 เริ่มทวีความรุนแรงจนก้าวเข้าสู่ภาวะ "น่านน้ำสีเลือด" (Red Ocean) จาก 2 ทิศทางหลัก 

1. การรุกคืบของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่: เช่น แสนสิริ ที่เปิดตัว "Crafted by Sansiri" เจาะตลาดรับสร้างบ้านราคา 3.29–15 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมแบบบ้าน 84 แบบ โดยได้เปรียบด้านต้นทุนและโรงงานพรีคาสท์ (Precast) ที่ช่วยลดเวลาสร้างและแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน รวมไปถึง N.C. Housing ที่เปิดแผนบุกตลาดบ้านประหยัดพลังงานเช่นกัน

2. ผู้รับเหมารายเล็กในภูมิภาค: ได้เปรียบด้านความสัมพันธ์ในพื้นที่และต้นทุนการบริหารจัดการ (Overhead) ที่ต่ำกว่า จึงสามารถทำราคาดึงดูดลูกค้าได้ดี

นายกสมาคมฯ ระบุว่า ทางรอดของผู้ประกอบการไม่ใช่การลงไปเล่น "สงครามราคา" แต่ต้องยกระดับผ่าน 3 กลยุทธ์:
• Construction Tech: นำระบบ Prefabrication และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้บริหารงาน ลดขยะ (Zero Waste) และลดการใช้แรงงาน
• Distinct Value Proposition: ชูนวัตกรรมบ้านประหยัดพลังงาน ระบบกรองอากาศ PM 2.5 และอารยสถาปัตย์ (Universal Design)
• Trust-Driven Branding: สร้างความโปร่งใสในสเปกวัสดุ ตรวจสอบงานได้ และรับประกันโครงสร้างระยะยาว

  เปิดมุมมองผู้บริโภค: 3 ปัจจัยชี้ขาดการเลือกสร้างบ้านยุคใหม่
นายสิทธิพร สุวรรณสุต กรรมการกิตติมศักดิ์ สมาคมไทยรับสร้างบ้าน เผยถึงมุมมองของผู้บริโภคว่า แม้จะมีความกังวลต่อรายได้ในอนาคต แต่ผู้บริโภคที่มีความพร้อมมองว่าช่วงเวลานี้เป็น "จุดตัดที่คุ้มค่าที่สุด" ในการสร้างบ้าน ก่อนที่ต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้าง (เหล็ก กระเบื้อง อุปกรณ์ไฟฟ้า) และค่าแรงขั้นต่ำ (ปรับขึ้นเป็น 337–400 บาท/วัน) จะถูกผลักภาระมายังผู้ซื้อเต็มรูปแบบ

เมื่อต้องเลือกระหว่าง "ผู้รับเหมาทั่วไป" (ราคาถูก แต่เสี่ยงโดนทิ้งงาน งบบานปลาย) กับ "บริษัทรับสร้างบ้านมืออาชีพ" (ราคาสูงกว่า 10-20% แต่ล็อกงบประมาณ มีวิศวกรดูแล และรับประกันโครงสร้าง 1-10 ปี) ผู้บริโภคยุคใหม่จัดลำดับปัจจัยในการตัดสินใจเลือกผู้ประกอบการ ดังนี้:

1. ความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ (Reliability & Trust): เป็นปัจจัยอันดับ 1 เพื่อป้องกันความเสี่ยงการฉ้อโกงและทิ้งงาน
2. ความคุ้มค่าและความโปร่งใสด้านราคา (Optimal Value & Transparency): เน้นความสมดุลระหว่างราคากับคุณภาพวัสดุ และการแจกแจงรายการวัสดุอย่างชัดเจน
3. แบบบ้านตอบรับเมกะเทรนด์ (Future-Proof Design): รองรับสังคมสูงวัย (Super-Aged Society) เช่น พื้นที่ไร้สเต็ป และการเป็นบ้านอัจฉริยะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Smart & Green Living)

สมาคมไทยรับสร้างบ้าน กล่าวสรุปว่า ปี 2569–2570 จะเป็นช่วงเวลาแห่งการคัดกรองตามธรรมชาติ (Natural Selection) ซึ่งผู้ประกอบการที่ปรับตัวไม่ได้จะถูกคัดออกจากตลาด ขณะที่ผู้บริโภคต้องพิจารณาอย่างรอบคอบโดยเน้นความน่าเชื่อถือและคุณภาพในระยะยาวเป็นสำคัญ