ผู้จัดการรายวัน - การเข้ามาของ AI กำลังเปลี่ยนเกมอุตสาหกรรมหนังสือ สวมบทบาทเป็นทั้ง “ผู้ช่วย” และ “ความท้าทาย” หากใช้แบบขาดสติ อาจกระทบความถูกต้อง ลิขสิทธิ์ และคุณค่าของงานสร้างสรรค์ ขณะที่ภาพรวมคตลาดหนังสือปีนี้ทรงตัว กลุ่มนิยาย How-to หนังสือเตรียมสอบ และหนังสือเด็กเล็ก กำลังหลักขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ฟาก “Big Bad Wolf” เดินหน้าครบรอบ 10 ปีในไทย ขนหนังสือภาษาอังกฤษกว่า 1 ล้านเล่ม จัด Book Fair หวังสร้างนักอ่านรุ่นใหม่
AI เปลี่ยนเกมตลาดหนังสือ
นางสาวตรัสวิน จิตติเดชารักษ์ เลขาธิการสมาคมผู้พิมพ์หนังสือแห่งอาเซียน กล่าวว่า ปัจจุบัน AI กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นรวมถึงตลาดหนังสือ โดยในวันนี้เราสามารถใช้ AI เพื่อการ ค้นหา สรุป แปล และสร้างคำตอบได้ในไม่กี่วินาที การแข่งขันจึงไม่ใช่เพียงการนำเสนอข้อมูล แต่ต้องสร้างคุณค่าที่มากกว่าสิ่งที่ผู้บริโภคเรียกหาได้จาก AI
หากมองในด้านบวก AI เป็นเครื่องมือช่วยผู้เขียนและสำนักพิมพ์ ตั้งแต่ค้นคว้า ระดมความคิด วางโครงร่าง ไปจนถึงแปลภาษา ช่วยลดเวลาและต้นทุน แต่ทั้งนี้สุดท้ายยังต้องมีมนุษย์ตรวจสอบและปรับแก้ เพราะอาจเกิดปัญหาภาษาที่ไม่เป็นธรรมชาติ ความหมายคลาดเคลื่อน หรือขาดบริบทไป
และหากอุตสาหกรรมใช้ AI โดยไม่เข้าใจข้อจำกัด หรือปล่อยให้ผลิตเนื้อหาจำนวนมากโดยไม่มีการคัดกรอง ตลาดอาจเผชิญภาวะ “ข้อมูลล้นตลาด” หนังสือที่มีเนื้อหาซ้ำกัน คุณภาพต่ำ หรือผิดพลาดจะเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้อ่านแยกแยะคุณภาพได้ยาก และจะกระทบความเชื่อมั่นต่อหนังสือทั้งตลาดได้ อาจทำให้ทั้งอุตสาหกรรมพังลงได้ หากผู้บริโภคมองว่าเนื้อหาทั่วไปสามารถหาได้จาก AI โดยไม่ต้องซื้อหนังสือ ความต้องการซื้อหนังสือบางประเภทก็อาจลดลง และกดดันรายได้ของนักเขียนและสำนักพิมพ์ตามมา
ดังนั้นเมื่อ AI ทำให้ข้อมูลเข้าถึงง่ายขึ้น การอ่านจึง ยิ่งต้องให้ความสำคัญ ต้องอ่าน ให้มาก ต้องเข้าใจ วิเคราะห์ เชื่อมโยง และคิดต่อ ไม่อย่างนั้นก็จะเชื่อ AI ไปซะหมด ทั้งนี้ข้อมูลจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ระบุว่า ผลสำรวจปี 2567 คนไทยใช้เวลาอ่านเฉลี่ย 113 นาทีต่อวัน โดย 45% อ่านทุกวัน ขณะที่หนังสือรูปเล่มมีสัดส่วน 50% ใกล้เคียงกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 47% สะท้อนว่าดิจิทัลยังไม่ได้ทำให้หนังสือเล่มหายไปจากพฤติกรรมการอ่าน
“ ปัจจุบันมีการนำ AI มาใช้ผลิตหนังสือและเนื้อหาข่าวสาร จึงอยากเตือนว่าผู้อ่านต้องใช้วิจารณญาณและตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างละเอียดเนื่องจากหนังสือที่เขียนหรือแปลโดย AI เสี่ยงต่อการให้ข้อมูลผิดพลาดข่าวปลอมและไม่มีความคุ้มครองทางกฎหมาย โดยเฉพาะในหมวดสุขภาพและอาหาร ซึ่งหากคำแนะนำที่ไม่ถูกต้องไปปฏิบัติตามอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้จึงอยากเตือนผู้บริโภคให้ใช้วิจารณญาณสูงสุดและผู้บริโภคยุคใหม่จำเป็นต้องตั้งคำถาม และตรวจสอบความถูกต้องก่อน ที่จะเชื่อถือในสิ่งนั้น” นางสาวตรัสวิน กล่าว
ตลาดหนังสือทรงตัว
ด้านนางริสรวล อร่ามเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปลน ฟอร์ คิดส์ จำกัด กล่าวต่อว่า สำหรับ ตลาดหนังสือในปัจจุบันมองว่าอยู่ในภาวะทรงตัว ยอดพิมพ์ต่ำ แต่ยอดขายต่อเล่มสูงขึ้น หรือในภาพรวมอาจจะทรงตัว แต่ ฃไปโตที่หนังสือบางกลุ่มแตกต่างกันตามหมวด ซึ่งพบว่ากลุ่มหนังสือนิยาย โดยเฉพาะกลุ่ม Y ยังเป็นตลาดสำคัญ ส่วน หนังสือ Howto พัฒนาตนเอง หนังสือเตรียมสอบและหนังสือสำหรับเด็กเด็กเล็กยังเป็นกลุ่มหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เติบโต
“หนังสือเตรียมสอบ และหนังสือภาษา ทั้งจีนและอังกฤษ รวมถึงคู่มือการศึกษา ยังมีการออก New Collection ต่อเนื่อง ส่วนหนังสือเด็กมีผู้เล่นรายใหม่เพิ่มขึ้น จากพ่อแม่ที่ทดลองใช้หนังสือกับลูกและต่อยอดสู่การสร้างหนังสือ รวมถึงผู้ปกครองที่ลดการใช้หน้าจอในเด็กเล็ก” นางริสรวล กล่าว
Big Bad Wolf ชูหนังสืออังกฤษ เปิดช่องว่างตลาด
นางแจ็คเกอลีน อึ๊ง ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการ Big Bad Wolf Books กล่าวถึง ตลาดหนังสือภาษาอังกฤษว่า ปัจจุบันมีความหลากหลายสูง และบางส่วนเข้าถึงได้ยาก โดยเฉพาะจากร้านทั่วไปเข้าถึงยาก จากข้อจำกัดด้านพื้นที่และช่องทางนำเข้า ดังนั้นการจัดงานขนาดใหญ่จึงเป็นทั้งช่องทางจำหน่าย และเป็นพื้นที่ให้ผู้บริโภคสำรวจเทรนด์ หมวดหนังสือ และนักเขียนใหม่ โมเดล Big Bad Wolf จึงเข้ามาแก้ Pain Point ในกลุ่มนี้ รวมถึง หนังสือคงเหลือในคลัง หรือ Remainders ด้วย ภายใต้กลยุทธ์การบริหารต้นทุนเพื่อให้ขายในราคาที่เข้าถึงง่าย ซึ่งเริ่มต้นที่มาเลเซียในปี 2009 ก่อนเลือกประเทศไทยเป็นตลาดต่างประเทศแห่งแรกในปี 2016
ทั้งนี้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา Big Bad Wolf ที่จัดขึ้นในประเทศไทยจะมองความสำเร็จมากกว่ายอดขาย โดยเฉพาะการเห็นนักอ่านรุ่นแรกเติบโตขึ้นและกลับมาพร้อมลูกของตัวเอง ล่าสุดปีนี้ Big Bad Wolf ได้เพิ่มหนังสือใหม่ทั้ง Fiction, Non-fiction และหนังสือเด็ก พร้อมขยับจากการเน้น ราคาถูกไปสู่ราคาเข้าถึงง่ายควบคู่คุณภาพ โดยเตรียมจัดงาน Big Bad Wolf Books Bangkok 2026 ขึ้น ระหว่างวันที่ 2–13 ตุลาคม 2569 ณ PLATINUM POP ราชประสงค์ ซึ่งได้เตรียมการขนหนังสือภาษาอังกฤษกว่า 1 ล้านเล่ม จากสำนักพิมพ์ชั้นนำกว่า 40 สำนักพิมพ์ แบ่งออกเป็นหนังสือเด็ก สัดส่วน 60% ตามด้วย Non-fiction 25% และ Fiction 15% เพิ่มขึ้นจากอดีตที่ Fiction เคยมีไม่ถึง 10%
โดยในปีนี้ขยายพื้นที่เป็น 2 ชั้น ได้แก่ G และ M รวมกว่า 60,000 ตารางฟุต เพิ่มขึ้น 100% จากปีก่อนที่ใช้พื้นที่เฉพาะชั้น G โดยปีนี้ภายในงานพร้อมเปิดให้บริการ ตั้งแต่ 10.00–24.00 น. พร้อมโซน Clearance เป็นครั้งแรก ลดสูงสุด 95% ราคาหนังสือเริ่มต้น 20 บาท โดย Big Bad Wolf มองว่าหนังสือเล่มยังมีบทบาทต่อสมาธิ การคิด วิเคราะห์ และจินตนาการ พร้อมใช้ Book Fair จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างนักอ่านรุ่นใหม่.