“เอกนิติ” จับมือกกร. เดินหน้า Reinvent Thailand เชื่อม 7 กลุ่มธุรกิจกับกลไก กรอ. เร่งเปลี่ยนข้อเสนอภาคเอกชนสู่การปฏิบัติ หนุนไทยก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือร่วมกับประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย นายผยง ศรีวณิช ประธาน กกร. และประธานสมาคมธนาคารไทย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เกี่ยวกับแนวทางขับเคลื่อน “Reinvent Thailand” เพื่อยกระดับการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
การหารือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากงาน The Bangkok Business Summit 2026 ซึ่งรวบรวมมุมมองและข้อเสนอจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ก่อนนำมาพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายใน 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย หรือ “กองหน้า” ได้แก่ 1. เกษตรและการแปรรูปอาหาร 2. ยานยนต์ 3. การค้าปลีกและการค้า 4. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 5. การแพทย์และเวลเนส 6. การท่องเที่ยว และ7. เศรษฐกิจสร้างสรรค์
การขับเคลื่อน Reinvent Thailand ยังสอดคล้องกับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพ ทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจ และความพร้อมด้านการลงทุนของไทยต่อประชาคมโลก
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งมั่นยกระดับศักยภาพของประเทศเพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 โดย กรอ. ตั้งเป้าขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไม่ต่ำกว่าปีละ 3% ผ่านยุทธศาสตร์ Investment-led Growth พร้อมทั้งผลักดันสัดส่วนการลงทุนให้อยู่ที่อย่างน้อย 30% ของ GDP โดยตั้งเป้าหมายยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้ก้าวขึ้นสู่ 20 อันดับแรกของโลก
“ภาคเอกชนถือเป็น ‘กองหน้า’ ของทีมเศรษฐกิจไทยที่มีบทบาทสำคัญในการลงทุน สร้างงาน และสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ ระหว่าง ‘กองหน้า’ ใน 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย และ ‘กองกลาง’ ใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัลและ AI พลังงาน และระบบการเงิน ขณะที่ภาครัฐพร้อมทำหน้าที่สนับสนุน ปลดล็อกอุปสรรคทางกฎระเบียบ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขัน โดยทุกภาคส่วนต้องทำงานเป็นทีมเดียวกันเพื่อเร่งแปลงข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติจริงให้เร็วที่สุด”
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปัจจุบันต้องเชื่อมโยงการลงทุนและโอกาสจากตลาดโลกไปสู่ผู้ประกอบการในประเทศ สร้าง local champion ดึง SME ไทยเข้าสู่ supply chain ของเศรษฐกิจใหม่ สร้างการจ้างงานในประเทศ ช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและกระจายโอกาสแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาการฟื้นตัวแบบ k-shape อีกด้วย
ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นพ้องที่จะเชื่อมโยงคณะทำงาน Reinvent Thailand ทั้ง 7 กลุ่มธุรกิจกับคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. เพื่อให้ข้อเสนอของภาคเอกชนเข้าสู่การพิจารณาอย่างเป็นระบบ มีหน่วยงานเจ้าภาพ และสามารถติดตามความก้าวหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
ในการหารือครั้งนี้ รองนายกฯยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยตรงกับคณะทำงานกองหน้า 7 กลุ่มธุรกิจจากภาคเอกชน เพื่อให้การกำหนดนโยบาย มาตรการ และโครงการลงทุนต่าง ๆ เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
แนวทางดำเนินงานจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
* Stabilize Today แก้ไขปัญหาเร่งด่วน ลดต้นทุน และปลดล็อกอุปสรรคที่กระทบต่อภาคธุรกิจ
* Transition Now สนับสนุนผู้ประกอบการให้ปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และมาตรฐานใหม่
* Invest for Tomorrow วางรากฐานการลงทุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต การพัฒนาทักษะ และโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว
นายผยง ศรีวณิช ประธาน กกร. และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า กกร. ต้องการให้ Reinvent Thailand เป็นกลไกที่เชื่อมต่อกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงเวทีเสนอความคิดเห็น
“หัวใจสำคัญจากนี้คือการนำข้อเสนอเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติ กำหนดเจ้าภาพและกรอบเวลาที่ชัดเจนพร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ภาคเอกชนทั้ง 3 สถาบันพร้อมสนับสนุนข้อมูล บุคลากร และเครือข่าย เพื่อร่วมกันสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ โดยต้องทำงานประสานกันทั้งกองหน้า กองกลาง และกองหลัง เพื่อให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีพลังและมีเสถียรภาพ”
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการเดินหน้า Reinvent Thailand ต้องทำให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และธุรกิจในภูมิภาค สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ได้อย่างแท้จริง สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการลดต้นทุน ยกระดับผลิตภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการไทยเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น โดยเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานและตลาดอาเซียน ซึ่งมีประชากรกว่า 600 ล้านคน
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไทยต้องสร้างการเติบโตจากทั้งอุตสาหกรรม High Tech และ High Touch โดยมีอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ เร่งเปลี่ยนผ่านฐานการผลิตยานยนต์ และต่อยอดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ไทยมีความได้เปรียบ
“การดึงดูดการลงทุนใหม่ต้องเชื่อมโยงกับฐานการผลิตเดิมและผู้ประกอบการไทย พร้อมยกระดับ Local Content พัฒนาทักษะระดับสูง และมีพลังงานที่มั่นคง สะอาด และมีต้นทุนแข่งขันได้ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเก็บเกี่ยวมูลค่าเพิ่มจากการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลก และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจมูลค่าสูง”
กกร. และรัฐบาลจะร่วมกันจัดลำดับความสำคัญของข้อเสนอจากทั้ง 7 กลุ่มธุรกิจ โดยพิจารณาควบคู่กับความพร้อมของกองกลางทั้ง 4 ด้าน และมาตรการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการคลังแยกเป็นมาตรการเร่งด่วนและมาตรการเชิงโครงสร้าง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลต่อการลงทุน การเพิ่มผลิตภาพ การสร้างงาน และการยกระดับรายได้ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมนับเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนจาก “การหารือ” ไปสู่ “การลงมือทำ”