“ เอกนิติ”ย้ำชัดหากคลังปรับลดภาษีสรรพสามิตเพื่อลดผลกระทบราคาน้ำมันสูงจากสงครามคะสันออกกลาง จะเลือกลดภาษีเฉพาะE20และB20เพื่อให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับเกษตรกร และห่วงผลกระทบต่อฐานะทางการคลัง ก่อให้เกิดวิกฤตทางการคลังหรือวิกฤตซ้อนวิกฤตขึ้นได้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงข้อเสนอให้นำเงินกู้ที่เหลืออยู่ในส่วนการเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางมาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันว่า ประเทศไทยมีเครื่องมือในการดูแลราคาพลังงาน 3 ส่วนหลัก ได้แก่การใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การขอความร่วมมือนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันมาช่วยลดราคาน้ำมัน และการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
ที่ผ่านมา รัฐยังไม่ได้นำมาตรการลดภาษีสรรพสามิตมาใช้ เพราะหากลดภาษีจะทำให้รายได้ของรัฐลดลง ขณะที่รายจ่ายยังคงสูงส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินชดเชยอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องนำภาษีสรรพสามิตมาใช้ รัฐบาลพิจารณาเงื่อนไขให้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มน้ำมันในบางประเภท เช่น E20 และ B20 ถึงน้ำมันทั้งสองประเภทมีส่วนผสมของเอทานอล(ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง)และไบโอดีเซล(ปาล์มน้ำมัน)สูง เพื่อให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับเกษตรกรไทยโดยตรง
นายเอกนิติ กล่าวถึงความสำคัญของการรักษาวินัยทางการคลังว่า การดำเนินนโยบายต้องทำอย่างเหมาะสมและถูกจังหวะ โดยปีงบประมาณปัจจุบันที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายน ประเทศไทยมีวงเงินกู้คงเหลือ (Fiscal Room) อยู่อย่างจำกัดเพียงประมาณ 10,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น
หากดำเนินมาตรการลดภาษีโดยไม่ระมัดระวัง อาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังและก่อให้เกิดวิกฤตทางการคลังหรือวิกฤตซ้อนวิกฤตขึ้นได้ สำหรับปีงบประมาณถัดไป ดังนั้นรัฐบาลจะประเมินช่องว่างทางการคลังอีกครั้งก่อนพิจารณาตัดสินใจนโยบายต่างๆ
“สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ได้ประเมินในรายงานล่าสุดว่า ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการปัญหาพลังงานได้ดี โดยยังคงรักษาวินัยทางการคลังได้อย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง” นายเอกนิติ กล่าว