xs
xsm
sm
md
lg

สนข.พาสื่อฯลงพื้นที่“แหลมฉบัง-จันทบุรี”ชูแนวคิดเชื่อมโยงขนส่งหลายรูปแบบรองรับเศรษฐกิจ–ลดต้นทุนโลจิสติกส์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สนข.พาสื่อฯลงพื้นที่จันทบุรี -แหลมฉบัง ศึกษาบริบทการขนส่ง รองรับภาคเกษตรเชื่อมโยงการวางแผนโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มศักยภาพและแก้ข้อจำกัดของพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างเป็นระบบ ทั้งทางถนน ราง น้ำ และอากาศ

นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า สนข.พาสื่อฯลงพื้นที่จันทบุรี เพื่อให้เห็นภาพการวางแผนคมนาคมที่ต้องมองความสัมพันธ์ของโครงข่ายทั้งหมดกับศักยภาพของพื้นที่ ซึ่งจันทบุรี เป็นจังหวัดที่มีบทบาทสำคัญด้านการเกษตร การค้า การท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าในภาคตะวันออก การทำความเข้าใจบริบทของพื้นที่จริงจึงเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนระบบคมนาคมให้สามารถรองรับทั้งการเดินทางของประชาชนและการเคลื่อนย้ายสินค้าได้อย่างเหมาะสม

ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานของ สนข. ในโครงการศึกษาการจัดทำ Model การพัฒนาโครงข่ายการคมนาคมในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางและภาคใต้ เชื่อมโยงกับพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภายใต้กรอบ GMS ซึ่งครอบคลุมจังหวัดในภาคตะวันออก รวมถึงจังหวัดจันทบุรี

ที่ สนข. ได้ลงพื้นที่รับฟังข้อมูลจากภาครัฐ ภาคเอกชนและผู้ประกอบการเกี่ยวกับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ปริมาณและรูปแบบการขนส่ง ต้นทุนการขนส่ง จุดหมายปลายทางตลอดจนศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่ เพื่อนำไปประกอบการจัดทำแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคมนาคมที่เชื่อมโยงการขนส่งแต่ละรูปแบบอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ จังหวัดจันทบุรี ยังเป็นพื้นที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับการวางแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของ สนข. ในมิติการขนส่งสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ ล่าสุด สนข.ได้ดำเนินงานด้านการพัฒนาเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าผลไม้ผ่านโครงการ MR-Map เส้นทางแหลมฉบัง–หนองคายโดยมีแนวคิดในการกำหนดสถานี Container Yard (CY) เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าผลไม้ในพื้นที่ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรีและสระแก้ว

ซึ่งสะท้อนแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งด้วยการเชื่อมโยงโครงข่ายหลายรูปแบบ และเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้าออกจากแหล่งผลิตไปสู่ตลาดปลายทาง

ขณะเดียวกัน สนข. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางและทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC โดยมุ่งให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างโครงข่ายการขนส่งแต่ละประเภทอย่างต่อเนื่อง ลดข้อจำกัดในการเปลี่ยนถ่ายสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์โดยรวม

นอกจากนี้ สนข.ยังอยู่ระหว่างดำเนินโครงการศึกษาจัดทำแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการขนส่งต่อเนื่องอย่างบูรณาการของประเทศไทย (Thailand Integrated Logistics and Intermodal Transport Development Plan) ภายใต้ความช่วยเหลือทางวิชาการระหว่าง สนข. และองค์การการค้าและการพัฒนาของ สหรัฐอเมริกา (USTDA) เพื่อศึกษาทบทวนระบบการขนส่งต่อเนื่องและโลจิสติกส์ของประเทศ และจัดทำแนวทาง การพัฒนาที่เชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบโดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำแผนดำเนินการ (Implementation Plan) และการพัฒนาโครงการนำร่องศูนย์โลจิสติกส์ ซึ่งครอบคลุมการพิจารณาที่ตั้ง ความเป็นไปได้ทางเทคนิค เครื่องมืออุปกรณ์ กฎระเบียบ และแนวทางการดำเนินโครงการ


@พัฒนาระบบจราจรและขนส่งอัจฉริยะแก้รถติดในพื้นที่ EEC

ในส่วนของพื้นที่ภาคตะวันออก สนข.ยังขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการจราจรและขนส่งอัจฉริยะ ในพื้นที่ EEC โดยพัฒนาระบบ ITS EEC Web Application เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์และบริหารจัดการจราจร ตลอดจนจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบการจราจรและขนส่งอัจฉริยะ ซึ่งกำหนดเป้าหมายการลงพื้นที่ เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรอย่างน้อย 24 จุด ภายในปีงบประมาณ 2570 โดยในปี 2569 ได้ดำเนินการแล้ว 8 จุด แบ่งเป็นพื้นที่เมืองพัทยา 4 จุด และเมืองระยอง 4 จุด

พร้อมกันนี้ ยังได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่ง ระยะเร่งด่วน พ.ศ. 2569 (Action Plan) เพื่อเร่งรัดและขับเคลื่อนการพัฒนาด้านคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศ ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2566–2570) และระยะที่ 2 (พ.ศ. 2571–2580) โดยมีโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการฯ จำนวน 34 โครงการ กรอบวงเงินลงทุนรวม 1,318,327.68 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นกรอบในการผลักดันโครงการสำคัญของกระทรวงคมนาคมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

การนำสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการพาชมพื้นที่คมนาคมแต่เป็นการเปิดมุมมองให้เห็น “ภาพจริงของโจทย์การวางแผนคมนาคม”ว่าโครงสร้างพื้นฐานแต่ละรูปแบบต้องทำงานร่วมกันอย่างไร และเหตุใดการวางแผนระบบขนส่งจึงต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจศักยภาพและความต้องการของพื้นที่ ก่อนเชื่อมโยงไปสู่การกำหนดทิศทางการพัฒนาในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

สนข. มีเป้าหมายให้การวางแผนด้านการขนส่งและจราจรเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยง “พื้นที่–เศรษฐกิจ–ผู้คน–สินค้า” เข้าด้วยกันเพื่อให้โครงข่ายคมนาคมของประเทศสามารถรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน