xs
xsm
sm
md
lg

ผ่าเบื้องลึก SEC-CFTC หักหน้าสภาสูงสหรัฐฯ! ปลุกผี "บิทคอยน์" พุ่งแตะ 8 หมื่นเหรียญฯ สวนหมัดเฟดขึ้นดอกเบี้ย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วงการสินทรัพย์ดิจิทัลสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลสหรัฐฯ ทั้ง ก.ล.ต. (SEC) และ CFTC ตัดสินใจ "ไม่รอสภา" เดินหน้าชิงธงร่างกฎหมายคุมเข้มคริปโตฯ ด้วยตัวเอง หักเหลี่ยมวุฒิสภาที่เพิ่งโหวตคว่ำกฎหมาย Clarity Act ไปหมาดๆ ปรากฏการณ์รัฐประหารเงียบทางนโยบายนี้ ส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงดันราคา "บิทคอยน์" (Bitcoin) พุ่งทะลุแนวต้าน 80,000 ดอลลาร์สหรัฐอย่างบ้าคลั่ง สวนทางกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เพิ่งประกาศหั่นเรตขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ นี่ไม่ใช่แค่ความผันผวนชั่วข้ามคืน แต่คือสงครามเย็นทางการเงินที่สะเทือนวอลล์สตรีท ล้างพอร์ตขาชอร์ตยับเยินกว่า 250 ล้านดอลลาร์ และบีบให้สถาบันยักษ์ใหญ่ต้องกลับมาเทหน้าตักกวาดซื้อ ETF อย่างดุเดือด!

“อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้ต้องการรัฐสภาอีกต่อไป” ประโยคที่เปรียบเสมือนการตบหน้าฝ่ายนิติบัญญัติฉาดใหญ่จาก แดน มอร์เฮด ผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการแห่ง Pantera Capital ที่กล่าวผ่านรายการ Squawk Box ของ CNBC เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่สุดของวงการคริปโตเคอร์เรนซี

เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังคำให้สัมภาษณ์ เมื่อระฆังตลาดวอลล์สตรีทเปิดทำการ ราคาบิทคอยน์ที่เดิมทีซึมอยู่ใต้ระดับ 78,000 ดอลลาร์ ก็พลิกตัวพุ่งทะยานทะลุแนว 80,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน คิดเป็นปรับขึ้นถึง 5% ในวันเดียว และดีดตัวขึ้นกว่า 7% จากจุดต่ำสุดเมื่อคืนวันอังคาร การพุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่งนี้ไม่ได้มาจากปาฏิหาริย์ แต่มาจาก "ไทม์ไลน์" ของเกมการเมืองและนโยบายการเงินที่ขบเหลี่ยมกันอย่างดุเดือด

ลำดับเหตุการณ์สุดระทึก 4 วันแห่งความโกลาหลทางการเงิน

ย้อนกลับไปดูหมากที่ถูกวางไว้ตลอดสัปดาห์สุดโหดนี้

1.วันอังคาร : วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติด้วยคะแนนเสียงเฉียดฉิว 49 ต่อ 50 ฏิเสธการปิดอภิปรายร่างกฎหมายโครงสร้างตลาด ดับฝันกฎหมาย Clarity Act ลงอย่างเลือดเย็น

2.วันพุธ : ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เมินเฉยต่อแรงกดดันทางการเมือง ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ดันเพดานไปอยู่ที่ 3.75% ถึง 4% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023 เพื่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ ผลคือเม็ดเงินมหาศาลกว่า 746 ล้านดอลลาร์ ไหลทะลักออกจากกองทุน Spot Bitcoin ETF ภายในแค่สองรอบการซื้อขาย

3.วันพฤหัสบดี (จุดเปลี่ยนเกม) : ท่ามกลางความสิ้นหวัง คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) กลับเผยแพร่ข้อยกเว้นนวัตกรรมสำหรับการซื้อขายหุ้นแบบโทเค็น ขณะเดียวกัน คณะกรรมการกำกับสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ก็แทงข้างหลังสภา ด้วยการส่งร่างกฎระเบียบ “การกำกับดูแลธุรกรรมและตลาดสินทรัพย์คริปโต” พุ่งตรงไปยังทำเนียบขาวเพื่อพิจารณา

4.วันศุกร์ : บิทคอยน์พุ่งแตะ 80,860 ดอลลาร์สหรัฐ (ณ เวลา 17:19 UTC ตามข้อมูลของ CoinGecko) ขณะที่เหรียญทางเลือกอย่าง โซลานา (Solana) พุ่งตาม 10% และโทเค็นน้องใหม่อย่าง HYPE ของ Hyperliquid ทำสถิติออลไทม์ไฮที่ 92.56 ดอลลาร์สหรัฐ

เกมรุกของหน่วยงานกำกับดูแล "แทงสวน!!ทำทุกอย่างที่สภาไม่ยอมทำ"

หลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า CFTC เอาจริง คือเอกสารที่ยื่นต่อสำนักงานข้อมูลและกิจการกำกับดูแล (OIRA) ของทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 17 กันยายน ภายใต้รหัส RIN 3038-AF80 แม้จะอยู่ในขั้นตอน "ก่อนการออกกฎ" แต่ก็เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า CFTC ไม่รอความชัดเจนจากฝ่ายนิติบัญญัติอีกต่อไป

มอร์เฮด ชี้ให้เห็นถึงแก่นแท้ของสถานการณ์นี้ว่า “ก.ล.ต. และ CFTC กำลังรวบอำนาจออกกฎหมายในทุกมิติที่ควรจะถูกระบุไว้ในกฎหมาย Clarity Act ไปหมดแล้ว ดังนั้นในโลกแห่งความเป็นจริง กฎหมายของสภาจะผ่านหรือไม่ ก็แทบไม่มีนัยสำคัญอีกต่อไป”

สอดคล้องกับมุมมองของ อเล็กซ์ คัตเลอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งกระดานเทรดแบบกระจายศูนย์ Aerodrome ที่ระบุชัดเจนว่า เมื่อสภาล้มเหลว ก็ตกเป็นหน้าที่ของ SEC และ CFTC ที่ต้องหยิบยกกฎหมายเก่าคร่ำครึมาตีความใหม่เพื่อครอบคลุมเทคโนโลยีบล็อกเชน "การผลัดใบของผู้บริหารในหน่วยงานเหล่านี้ นำมาซึ่งการตีความกฎหมายในเชิงรุก เพื่อให้มั่นใจว่านวัตกรรมบนเครือข่ายบล็อกเชน (On-chain) จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้"

ทางด้าน เควิน โอเลียรี (Kevin O’Leary) ประธาน O’Leary Ventures ก็อ่านขาดตั้งแต่อยู่ในงาน Avalanche Summit ที่นิวยอร์กว่า ร่างกฎหมาย Clarity จะไม่มีทางผ่านก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม แต่การตื่นตัวเรื่องการจัดเก็บภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลต่างหากที่จะบังคับให้รัฐบาลต้องกลับมาจัดระเบียบตลาดนี้ "ถ้าคุณจะเก็บภาษี คุณก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมีกฎระเบียบรองรับ" โอเลียรีกล่าวตอกย้ำ ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขโอกาสที่กฎหมายนี้จะผ่านในปีนี้บนกระดาน Polymarket ที่ดีดกลับขึ้นมาอยู่ที่ 8% ในวันศุกร์

"กระทิง" คืนชีพ ล้างบาง "ขาชอร์ต" ยับเยิน

สัญญาณชีพของตลาดเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ก่อนที่ราคาบนกระดานจะพุ่งเสียอีก ข้อมูลเจาะลึกแบบ On-chain จากสถาบันวิเคราะห์ Glassnode ชี้ชัดว่า ณ เวลา 10:11 UTC วันศุกร์ บิทคอยน์ได้พุ่งทะลุผ่านเส้น True Market Mean หรือต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนบนตลาดรองไปแล้ว ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประกาศการกลับเข้าสู่ "ตลาดกระทิง (Bullish Regime)" อย่างเต็มตัว Glassnode ยังชี้เป้าต่อไปว่า ด่านหินถัดไปคือต้นทุนเฉลี่ยของกลุ่มบริษัทคอร์ปอเรทที่ราวๆ 80,000 ดอลลาร์ และต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุน ETF ที่ 85,000 ดอลลาร์

และเพียง 4 ชั่วโมงให้หลัง ด่าน 80,000 ก็แตกกระจาย! ข้อมูลจาก Coinglass ยืนยันว่า ความบ้าคลั่งครั้งนี้กวาดล้างพอร์ตของนักลงทุนฝั่งขายชอร์ต (Short Liquidation) ทั่วทั้งตลาดคริปโตฯ ไปสูงถึง 250 ล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน กระแสเงินในกองทุน Spot ETF ก็พลิกกลับลำอย่างรุนแรง จากที่โดนเทขายอย่างหนัก ข้อมูลจาก Farside Investors เผยว่า ในวันพฤหัสบดีมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิถึง 159.5 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะกองทุน IBIT ของพี่ใหญ่ BlackRock ที่สูบเงินเข้าไปก้อนเดียวถึง 183.7 ล้านดอลลาร์ แม้ภาพรวม 3 วันหลังการโหวตคว่ำกฎหมายของสภาจะมียอดไหลออกสุทธิ 586.8 ล้านดอลลาร์ แต่ทิศทางได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วินาทีที่หน่วยงานกำกับดูแลเริ่มขยับตัว

ตลกร้ายของเฟด "ยิ่งขึ้นดอกเบี้ย บิทคอยน์ยิ่งพุ่ง?"

อีกหนึ่งความขัดแย้งที่น่าสนใจคือ การพุ่งขึ้นของบิทคอยน์รอบนี้ เกิดขึ้นพร้อมๆ กับโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดลง! ข้อมูลจาก Polymarket ชี้ว่าโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ในเดือนตุลาคม พุ่งไปแตะ 55.5% ในวันศุกร์

มอร์เฮด วิเคราะห์ประเด็นนี้ว่า “ที่นักลงทุนแห่กันกลับเข้าบิทคอยน์ เป็นเพราะเฟดยังคงแก้ปัญหาล่าช้ากว่าความเป็นจริงไปมาก (Way behind the curve) เฟดสร้างอัตราเงินเฟ้อสะสมในทศวรรษนี้ไปแล้วถึง 30% แถมนโยบายยังคงผ่อนปรนเกินไป ซึ่งจุดบอดนี้แหละที่เป็นอาหารจานโอชะของบิทคอยน์ ดอกเบี้ยในความเป็นจริงควรจะสูงกว่านี้อีกมาก”

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อในมนต์ขลังรอบนี้ ไมค์ ลอว์ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์จาก Coulee Land Company เรียกสตินักลงทุนว่า “การที่สินทรัพย์พุ่งขึ้น 8% ภายในบ่ายวันเดียวเพียงเพราะลมปากของนายแบงก์กลาง ไม่ใช่พฤติกรรมของสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่มันคือพฤติกรรมของการเก็งกำไรในสภาวะที่สภาพคล่องล้นตลาดต่างหาก”

เช่นเดียวกับ เจฟฟ์ แอนเดอร์สัน หัวหน้าฝ่ายสหรัฐฯ ของ STS Digital ที่มองว่าตลาดซื้อขายกันด้วยความคาดหวังที่ "ดูดีเกินจริงไปหน่อย" หากพิจารณาถึงความล้มเหลวของร่างกฎหมายและการตัดสินใจที่แข็งกร้าวของเฟด

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ แซ็ค แพนดล์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Grayscale พฤติกรรมของตลาดนี้ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ “เมื่อราคาของสินทรัพย์ใดก็ตาม หยุดไหลลงแม้จะโดนกระหน่ำด้วยข่าวร้าย นั่นคือสัญญาณตะโกนบอกว่าตลาดอยู่ในสภาวะที่ถูกขายมากเกินไปแล้ว (Oversold)” สอดคล้องกับคำเตือนของ Glassnode ในเดือนสิงหาคมที่ว่า หากหลุด 58,500 ดอลลาร์จะลงลึก แต่เมื่อผ่านจุดนั้นมาได้ เป้าหมาย 80,000 ดอลลาร์ช่วงสิ้นปีก็กลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้

บทสรุปของมหากาพย์รอบนี้ คงไม่มีใครสรุปได้ดีเท่ากับ เควิน โอเลียรี ขาใหญ่แห่งวอลล์สตรีท ที่ประกาศกร้าวถึงการเตรียมพร้อมรับความผันผวนรอบใหม่ว่า “ผมกลับเข้าตลาดเพื่อซื้อสะสม และวางเดิมพันสำหรับวัฏจักรต่อไปเรียบร้อยแล้ว” ซึ่งส่งสัญญาณเตือนว่านี่คือสงครามในโลกการเงินยุคใหม่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น