“พิพัฒน์” ลั่นไม่มีค่าโง่ แหลมฉบังเฟส 3 หลัง GPC เรียกชดเชย 4 พันล้าน ส่งมอบพื้นที่ล่าช้า สั่ง กทท. สอบต้นเหตุความผิดพลาด เร่งเจรจาหาข้อยุติ ยืนยันนโยบายลดบทบาทท่าเรือกรุงเทพ ตั้งเป้าปิด 100% หากผลศึกษาพบว่าสามารถทำได้ หวังพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์สร้างรายได้ระยะยาว
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึง ความคืบหน้า โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของานถมทะเล บริเวณท่าเทียบเรือ F ซึ่งยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนได้ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งแก้ไขปัญหาทางเทคนิค คือประเด็นค่าความหนาแน่นของทรายถม หรือ ค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์ (Relative Density) ของวัสดุถมใต้ระดับน้ำ ในพื้นที่ท่าเทียบเรือ F ซึ่งมีความแตกต่างกัน ระหว่างสเปกที่ให้ผู้รัยเหมา กลุ่ม CNNC ก่อสร้าง กับ สเปก ที่กำหนดในเงื่อนไขส่งมอบให้ผู้รับสัมปทาน คือ กิจการร่วมค้า GPC ทำให้ต้องหาข้อสรุปด้านเทคนิคก่อนดำเนินการส่งมอบพื้นที่
ขณะนี้ กทท. อยู่ระหว่างหารือร่วมกับบริษัทที่ปรึกษา ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา และผู้รับสัมปทาน เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหา กรณีค่าความหนาแน่นของพื้นที่ทั้ง 2 ส่วน ให้ได้ข้อยุติอย่างดีที่สุด โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัย
“การที่ค่าความหนาแน่นมันไม่เท่ากันใน 2 ส่วน เป็นสิ่งที่เป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามหาทางทำให้ค่าความหนาแน่นทั้ง 2 ส่วนใกล้เคียง”
ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้ ทางกลุ่ม GPC ยื่นหนังสือเรียกรเองค่าชดเชย 4,000 ล้านบาท จากกรณีดังกล่าว ได้มีการดำเนินการอย่างไร นายพิพัฒน์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการเจรจาเรื่องดังกล่าว และจะไม่มีค่าโง่แน่นอน เรื่องนี้ ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ได้ว่า ต้นตอของปัญหา ความ ผิดพลาดเกิดจากจุดไหน ให้ได้ก่อนว่า แล้วดูความเสียหายที่เกิดจากสาเหตุใดย้าง และใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบ
“ยืนยันว่า หากมีความเสียหาย เกิดขึ้น แม้ว่ามิติไหนก็แล้วแต่ ต้องมีผู้ที่รับผิดชอบแน่นอน”
นายพิพัฒน์ระบุว่า ได้ให้ กทท. ตรวจสอบปัญหาโดยละเอียด และเชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้ามาหารือ เพื่อหาข้อสรุปเรื่องความรับผิดชอบ รวมถึงแนวทางแก้ไขปัญหาและการส่งมอบพื้นที่ได้เมื่อใด เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้
สำหรับข้อกังวลว่าจะเกิดภาระค่าเสียหายกับภาครัฐ นายพิพัฒน์ยืนยันว่า รัฐบาลจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ และไม่ต้องการให้เกิดภาระที่ไม่เหมาะสม
ขณะเดียวกัน แม้จะมีปัญหาทางเทคนิคและข้อเรียกร้องจากเอกชน แต่กระทรวงคมนาคมยืนยันว่า โครงการแหลมฉบัง เฟส 3 ยังต้องเดินหน้าต่อ เพราะเป็นโครงการสำคัญต่อระบบการขนส่งและเศรษฐกิจของประเทศ
@ยันลดบทบาทท่าเรือคลองเตย ปิดได้พร้อมปิด
นายพิพัฒน์กล่าวถึงนโยบายลดบทบาท ท่าเรือกรุงเทพ (ท่าเรือคลองเตย) ว่า ขณะนี้ ยังคงยืนยัน ที่จะนำการให้บริการท่าเรือมารวมศูนย์อยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบัง แห่งเดียว เนื่องจากต้องการนำพื้นที่บริเวณท่าเรือกรุงเทพฯปัจจุบันมาพัฒนาเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้ให้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เพิ่มขึ้น
โดยได้มอบหมายให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ศึกษาความเป็นไปได้ หากผลศึกษาเห็นว่า ยังคงมีความจำเป็นมีบริการท่าเรืออยู่ก็จะจะคงพื้นที่บางส่วนไว้เฉพาะที่จำเป็น เช่น รองรับสินค้าที่ต้องการความรวดเร็ว
เช่น อาหารสดหรือผลไม้สด ซึ่งจะต้องศึกษาความเหมาะสมเป็นรายกรณี หากผลการศึกษาพบว่าสามารถดำเนินการได้ ต้องการปิดการดำเนินงานท่าเรือกรุงเทพให้ได้ 100% เพื่อนำพื้นที่ไปพัฒนาในเชิงพาณิชย์ และสร้างรายได้ระยะยาวให้กับ กทท.
“ถ้าเราสามารถปิดได้ทั้งหมด 100% เราจะปิด แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องคงไว้ซึ่งบางส่วน เราก็จะต้องทำการศึกษาว่าสิ่งที่ต้องคงไว้มีความสำคัญขนาดไหนที่ต้องเก็บไว้ในกรุงเทพมหานคร ขอให้รอผลศึกษา”
นายพิพัฒน์กล่าวว่า เรื่องนี้ ตนได้มอบหมายให้ประธานบอร์ด กทท. และรักษาการผู้อำนวยการ กทท. ไปศึกษาย้อนกลับไปถึงเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังว่า มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร รวมถึงบทบาทในการแบ่งเบาภาระของท่าเรือคลองเตย เพื่อใช้ประกอบการกำหนดแนวทางในอนาคต
นายพิพัฒน์ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนได้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการบริหารจัดการ 26 ชุมชนรอบท่าเรือกรุงเทพเบื้องต้น หากต้องมีการย้ายชุมชน การท่าเรือฯ จะต้องจัดสร้างที่อยู่อาศัยใหม่เพื่อทดแทนพื้นที่เดิม และต้องทยอยดำเนินการเป็นระยะ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการก่อสร้างและเคลื่อนย้ายประชาชน
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ต้องการเห็นภาพของนโยบายนี้มีความชัดเจนภายในรัฐบาลปัจจุบัน ขณะที่การดำเนินการจนเห็นผลสำเร็จอาจเกิดขึ้นในรัฐบาลปัจจุบันหรือรัฐบาลถัดไป ขึ้นอยู่กับกรอบเวลาที่เหมาะสม