ตีแผ่คดีโจรกรรมสะท้านโลกสินทรัพย์ดิจิทัล เมื่อ “เจมส์ จง” แฮกเกอร์คริปโตยุคแรก อาศัยช่องโหว่เพียงเสี้ยววินาทีในระบบถอนเงิน ฉกบิทคอยน์กว่า 51,680 เหรียญจาก Silk Road ตลาดมืดชื่อกระฉ่อนโลก ไปได้อย่างเงียบเชียบนานนับทศวรรษ ก่อนความลับจะแตกเพราะความชะล่าใจเพียงครั้งเดียว นำไปสู่ปฏิบัติการทลายขุมทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 3.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พื้นบ้านและกระป๋องป๊อปคอร์น ปิดฉากอาชญากรไซเบอร์ที่ตบตากรมสรรพากรสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน พร้อมตอกย้ำความจริงที่ว่ารอยเท้าบน “บล็อกเชน” ไม่เคยเลือนหาย
ในโลกของสินทรัพย์ดิจิทัลที่ขึ้นชื่อเรื่องความไร้ศูนย์กลางและปกปิดตัวตน คดีของ เจมส์ "จิมมี่" จง (James "Jimmy" Zhong) คือกรณีศึกษาชิ้นเอกที่สะท้อนให้เห็นว่า อาชญากรรมบนบล็อกเชนนั้น แม้จะซ่อนเร้นได้นานเพียงใด แต่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจหลบหนี “เงา” ของตัวเองได้พ้น
ย้อนกลับไปในปี 2012 ยุคที่บิทคอยน์ยังเป็นเพียงของเล่นในโลกใต้ดิน จงได้ค้นพบ “ช่องโหว่ทองคำ” ในระบบการถอนเงินของ Silk Road แพลตฟอร์มตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้น วิธีการของเขาไม่ได้ซับซ้อน แต่เฉียบขาดด้วยความเข้าใจในโครงสร้างระบบ เขาสร้างบัญชีปลอมขึ้นมา 9 บัญชี ฝากบิทคอยน์ตั้งต้นเข้าไปในจำนวนหนึ่ง (เช่น 500 BTC) ก่อนจะอาศัยความเร็วของสคริปต์คอมพิวเตอร์ กดคำสั่งถอนเงินซ้ำๆ ในระดับเสี้ยววินาที (Millisecond) ทำให้ระบบประมวลผลของ Silk Road เกิดอาการรวนและโอนเหรียญออกไปให้เขาทวีคูณ
ด้วยเทคนิคฉวยโอกาสนี้ จงสามารถฟันกำไรจากการปล้นครั้งนั้นไปได้กว่า 50,000 BTC โดยที่ผู้ดูแล Silk Road แทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าหลังบ้านถูกเจาะจนพรุนไปเรียบร้อยแล้ว
ส้มหล่นกลางทาง และความตายใจที่นำไปสู่จุดจบ
ความเยือกเย็นของจงถือเป็นเรื่องที่น่าจับตา เขาไม่รีบร้อนเทขายเหรียญเพื่อแปลงเป็นเงินสด แต่กลับเก็บซ่อนมันไว้อย่างลับๆ นานนับ 10 ปี ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงที่เครือข่าย Bitcoin เกิดการแยกตัว (Hard Fork) ในปี 2017 จงยังได้รับอานิสงส์เป็นเหรียญ Bitcoin Cash (BCH) ฟรีๆ ตามจำนวนที่ถือครอง ซึ่งความหัวใสของเขาได้เปลี่ยนเหรียญฟรีเหล่านั้นกลับมาเป็นบิทคอยน์เพิ่มได้อีกราว 3,500 เหรียญ ทำให้พอร์ตการถือเหรียญ (ซึ่งขโมยมา) ของเขาพองโตอย่างเงียบๆ
แต่แล้ว “ความผิดพลาด” ก็เกิดขึ้น ในเดือนกันยายน 2019 จงตัดสินใจโอนเหรียญเพียงหยิบมือเข้าไปยังกระดานเทรดคริปโทเคอร์เรนซีแห่งหนึ่งที่มีมาตรการยืนยันตัวตน (KYC - Know Your Customer) อย่างเข้มงวด แม้ก่อนหน้านี้เขาจะพยายามลบรอยเท้าด้วยการใช้เครื่องมือผสมเหรียญ (Mixers) เพื่อปั่นกระแสเงินให้ติดตามยาก แต่ร่องรอยบนบล็อกเชน (Blockchain ledger) เป็นสิ่งที่บันทึกข้อมูลแบบสาธารณะและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ (Immutable)
จุดพลาดเล็กๆ นี้เองที่เป็นเหมือน “กุญแจ” ดอกสำคัญที่เปิดทางให้หน่วยงานสืบสวนอาชญากรรมของกรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS-CI) สามารถแกะรอยย้อนกลับ (Trace back) จนพบที่อยู่ IP และระบุตัวตนของจงได้ในที่สุด
ปฏิบัติการบุกค้น "ขุมสมบัติใต้พื้นบ้านและกระป๋องข้าวโพดคั่ว"
วันที่ 9 พฤศจิกายน 2021 ถือเป็นวันปิดฉากมหากาพย์ เจ้าหน้าที่บุกเข้าตรวจค้นบ้านพักหรูของจงในเมืองเกนส์วิลล์ รัฐจอร์เจีย ภาพที่ปรากฏคือการซุกซ่อนทรัพย์สินที่ขัดแย้งกับมูลค่ามหาศาล เจ้าหน้าที่พบ Bitcoin จำนวน 50,491 เหรียญ ซึ่งใช้เป็นตู้เซฟใต้กระดานพื้นบ้าน และที่สร้างความประหลาดใจที่สุดคือ ฮาร์ดแวร์กระเป๋าเงินดิจิทัลและคอมพิวเตอร์แผงวงจรเดี่ยวที่ห่อผ้าห่ม ถูกหมกไว้ก้น "แอบซ่อนอยู่ในกระป๋องในข้าวโพดคั่ว" ในตู้เสื้อผ้าห้องน้ำ
ภายหลังการจับกุม จงยอมจำนนด้วยหลักฐานและส่งมอบเหรียญเพิ่มเติมให้ทางการ ทำให้ยอดการตรวจยึดของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) สรุปเบ็ดเสร็จที่ 51,680 BTC คิดเป็นมูลค่าในขณะนั้นสูงทะลุ 3.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.2 แสนล้านบาท) กลายเป็นการยึดทรัพย์สินดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ
ท้ายที่สุด ศาลได้พิพากษาจำคุกเจมส์ จง เป็นเวลา 1 ปี 1 วัน ในข้อหาฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Wire Fraud) พร้อมริบทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดทั้งหมด บทสรุปของคดีนี้ส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงไปยังเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ว่า แม้เทคโนโลยีจะเอื้อให้เกิดการโจรกรรมที่แนบเนียนเพียงใด แต่ความโปร่งใสของเทคโนโลยีบล็อกเชนก็พร้อมที่จะหันกลับมาเปิดโปงผู้กระทำผิดได้ทุกเมื่อ ทันทีที่ก้าวพลาดออกจากเงามืดเพียงก้าวเดียว