xs
xsm
sm
md
lg

เฟดงัดข้อ “ทรัมป์”! ประกาศขึ้นดอกเบี้ยรอบ 3 ปี ไม่สนเกมการเมือง สกัดเงินเฟ้อพุ่ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โชว์จุดยืนความเป็นอิสระ หักหน้าประธานาธิบดี "โดนัลด์ ทรัมป์" แบบไม่ไว้หน้า ด้วยการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% แตะระดับ 3.9% ซึ่งถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลจากทำเนียบขาวที่หวังใช้เศรษฐกิจปูทางสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง “เควิน วอร์ช” ประธานเฟด ยืนกรานฟันธงว่าวิกฤตเงินเฟ้อที่พุ่งทะยานจากพิษสงครามอิหร่านและการลงทุนทุ่มทุนในเทคโนโลยี AI คือสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบสกัด ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ หัวฟัดหัวเหวี่ยง ซัดบอร์ดเฟดเล่นเกมการเมืองหวังเตะสกัดขัดขา งานนี้สะเทือนทั้งวอลล์สตรีทและกระเป๋าเงินของอเมริกันชนที่กำลังกระอักกับค่าครองชีพที่พุ่งทะลุเพดาน

การตัดสินใจของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (16 ก.ย. 2026) ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นสุดต่อระบบเศรษฐกิจอเมริกัน การขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ดันเพดานดอกเบี้ยไปแตะระดับ 3.9% ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดานข่าว แต่คือ “ยาแรง” ขนานแรกในรอบ 3 ปีที่เฟดเลือกใช้เพื่อดับไฟเงินเฟ้อที่กำลังลุกลาม ยิ่งไปกว่านั้น เฟดยังส่งสัญญาณชัดเจนว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยก๊อกสองไปแตะที่ 4.1% ในช่วงปลายปีนี้

การขยับตัวครั้งนี้เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่เปราะบางที่สุด นั่นคือเพียง 7 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ซึ่งปัญหา “ปากท้องและค่าครองชีพ” ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารสด ค่าน้ำมัน และค่าเช่าบ้าน กำลังเป็นจุดสลบของรัฐบาลชุดปัจจุบัน การขึ้นดอกเบี้ยย่อมส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืม ทั้งสินเชื่อบ้าน รถยนต์ และบัตรเครดิต พุ่งสูงขึ้น ซ้ำเติมบาดแผลเดิมของประชาชน

เมื่อเงินเฟ้อดื้อยา พิษสงครามอิหร่าน และฟองสบู่ AI

เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานเฟด ได้ชี้ให้เห็นถึง “ความจริงอันเจ็บปวด” ว่า หากเจาะลึกลงไปถึงแกนของปัญหา อัตราเงินเฟ้อยังคงลอยตัวในระดับสูงเกินกว่าเป้าหมาย 2% และไม่มีทีท่าว่าจะเย็นลง ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกรกฎาคมพุ่งไปแตะ 3.7% (เทียบกับ 2.3% ในเดือนเมษายน 2025 ก่อนทรัมป์ประกาศกำแพงภาษี) ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ซึ่งตัดหมวดอาหารและพลังงานออกไป ก็ยังดื้อรั้นอยู่ที่ 3.3%

ปัจจัยเร่งปฏิกิริยาไม่ได้มีแค่ราคาน้ำมันที่พุ่งกว่า 7% ในเดือนเดียวจากผลพวงของสงครามในอิหร่าน แต่ยังรวมถึงเม็ดเงินมหาศาลที่แห่ลงทุนในศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI Data Centers) ของบรรดาบิ๊กเทคฯ ซึ่งดันราคาชิปคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้ทะยานขึ้น ประกอบกับผลกระทบจากกำแพงภาษี (Tariffs) ที่ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว

นอกจากนี้ ข้อมูลยอดค้าปลีกเดือนสิงหาคมที่กระโดดขึ้น 1.2% ยังเป็นหลักฐานมัดตัวว่า ผู้บริโภคชาวอเมริกันยังคงจับจ่ายใช้สอยอย่างสะพัด ซึ่งสะท้อนว่าอัตราดอกเบี้ยในระดับเดิม “ยังเอาไม่อยู่” และไม่ได้ช่วยเบรกความร้อนแรงของเศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย

ฉีกหน้า “ทรัมป์” กลางเวทีการเมือง

ปฏิกิริยาจากทำเนียบขาวดุเดือดตามคาด โดนัลด์ ทรัมป์ อาศัยเวทีปราศรัยหาเสียงที่นอร์ทแคโรไลนา สาดกระสุนใส่เฟดแบบไม่ยั้ง โดยไม่พูดถึงนโยบายของตนเองที่อาจมีส่วนกระพือเงินเฟ้อ แต่กลับตราหน้าเฟดว่าเป็น “พวกเล่นการเมือง” และ “มีเจตนามุ่งร้าย” พร้อมกล่าวหาว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อดิสเครดิตและทำลายคะแนนนิยมของเขาโดยเฉพาะ ทรัมป์ยังเผยด้วยว่า เขาได้ต่อสายตรงล็อบบี้วอร์ชก่อนการโหวต แต่ดูเหมือนจะไร้ผล

ความขัดแย้งนี้ถือเป็นการพลิกขั้วอย่างมีนัยสำคัญ เควิน วอร์ช คือคนที่ทรัมป์เป็นผู้เสนอชื่อให้มารับไม้ต่อจาก เจอโรม พาวเวล (ซึ่งเคยถูกกระทรวงยุติธรรมยุคทรัมป์สอบสวนทางอาญามาแล้ว) ก่อนหน้านี้ วอร์ชเคยมีท่าทีโอนอ่อนและพร้อมจะลดดอกเบี้ยตามคำเรียกร้องของทรัมป์ แต่เมื่อก้าวขึ้นกุมบังเหียนสูงสุด เขากลับสลัดคราบ “เด็กปั้น” ทิ้ง ประกาศตัวเป็น “ผู้เล่นอิสระ” อย่างเต็มตัวตั้งแต่วันที่เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภา

เกราะคุ้มภัยของ “วอร์ช” และแนวโน้มในอนาคต

คำถามที่หลายคนจับตาคือ วอร์ชจะทนทานต่อแรงเสียดทานจากอารมณ์เกรี้ยวกราดของทรัมป์ได้นานแค่ไหน? คำตอบอาจซ่อนอยู่ในสายสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ลึกซึ้งกว่านั้น พ่อตาของวอร์ชคือ โรนัลด์ ลอเดอร์ (Ronald Lauder) มหาเศรษฐีผู้เป็นทั้งเพื่อนสนิทและท่อน้ำเลี้ยงรายใหญ่ของทรัมป์ ซึ่งจุดนี้อาจเป็น “เกราะคุ้มภัย” ชั้นดีที่ทำให้วอร์ชกล้าหักดิบโดยไม่กลัวถูกเช็คบิลย้อนหลัง

สอดคล้องกับท่าทีของ เควิน แฮสเซตต์ (Kevin Hassett) ที่ปรึกษาเศรษฐกิจระดับสูงของทรัมป์ ที่พยายามออกมาดับไฟด้วยการระบุว่า แม้ทรัมป์จะไม่พอใจ แต่ท้ายที่สุดก็จะเคารพความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งตัวทรัมป์เองก็จำใจต้องตอบคำถามสื่อว่าเขายังคง “เชื่อมั่น” ในตัววอร์ชอยู่

ในขณะที่เฟดกำลังเดินหน้าแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ตลาดทุนได้รับรู้ข่าวนี้ไปเรียบร้อยแล้ว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี พุ่งขึ้นแตะ 4.74% สะท้อนว่านักลงทุนฟันธงแล้วว่าดอกเบี้ยจะต้องขึ้นอีกรอบแน่ๆ ภายในเดือนธันวาคม (แม้การประชุมปลายเดือนตุลาคมอาจจะคงดอกเบี้ยไว้ชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบก่อนวันเลือกตั้งเพียง 1 สัปดาห์) นอกจากนี้ ทิศทางของเฟดยังสอดคล้องกับธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ต่างก็ตบเท้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับความผันผวนระดับโลก

บทสรุปของเกมนี้ชี้ให้เห็นว่า ในสมรภูมิเศรษฐกิจที่เงินเฟ้อกำลังกัดกินกำลังซื้อของประชาชนอย่างเงียบๆ เฟดได้เลือกที่จะสวมบทมือปราบและกลืนเลือดยอมหักกับอำนาจรัฐ เพราะหากปล่อยให้มะเร็งร้ายเงินเฟ้อลุกลามต่อไป หายนะที่รออยู่ข้างหน้าย่อมใหญ่หลวงกว่าคะแนนเสียงทางการเมืองของใครคนใดคนหนึ่งอย่างแน่นอน.