xs
xsm
sm
md
lg

ก.ล.ต. ลั่น "ฟันไม่เลี้ยงบิ๊กเนมฟอกเงิน" หลังสหรัฐฯ ขยับสอบสวน "วรภัค"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ท่ามกลางเสียงวิจารณ์แซดถึงความล่าช้าในการจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์และขบวนการฟอกเงินที่กัดกินตลาดทุนไทย ก.ล.ต. ต้องออกโรงชี้แจงด่วน ยืนยันไม่ได้ "เกียร์ว่าง" แต่งานหินอยู่ที่การแกะรอยนอมินีและสืบเส้นทางเงินข้ามชาติ ชี้หากรีบสอยปลาซิวอาจกระเทือนถึงการลากไส้ "ไอ้โม่ง" ผู้อยู่เบื้องหลัง พร้อมลั่นวาจาตบท้าย ไม่ว่าอดีตบิ๊กเนมหน้าไหน หากหลักฐานมัดแน่นก็ฟันไม่เลี้ยง ทว่าคำถามที่นักลงทุนยังคงกังขาคือ ก.ล.ต. จะเปลี่ยนคำสัญญาเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมได้ทันท่วงที ก่อนที่เม็ดเงินสีเทาจะถูกโยกย้ายออกนอกประเทศจนตามไม่กลับหรือไม่?

นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงาน ก.ล.ต. ออกมาชี้แจงข้อกังขาของสังคม กรณีการบังคับใช้กฎหมายกับเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรรมฟอกเงินที่กำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลไทย โดยย้ำจุดยืนว่า ก.ล.ต. กำลังทำงานแบบบูรณาการร่วมกับ ปปง. เพื่ออายัดทรัพย์สินทันทีที่พบเส้นทางเงินผิดปกติ ทว่าในมุมมองเชิงวิเคราะห์ การออกมาชี้แจงผ่านเอกสารข่าวครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันมหาศาลที่ ก.ล.ต. กำลังเผชิญ ท่ามกลางข้อเรียกร้องจากผู้ลงทุนที่ต้องการเห็น "ดาบอาญาสิทธิ์" ที่เด็ดขาดและรวดเร็วกว่าการสืบสวนตามหน้ากระดาษ

ประเด็นที่น่าสนใจและต้องนำมาตีแผ่คือ ข้ออ้างเรื่อง "ความซับซ้อน" ของกฎหมายหลักทรัพย์ ก.ล.ต. ระบุว่าการเอาผิดกรณีซุกหุ้นหรือครอบงำกิจการแบบไม่เปิดเผยตัวตน (Nominee) ต้องใช้เวลาพิสูจน์ทราบผู้ถือครองที่แท้จริง หากเร่งรีบเชือดตัวละครหางแถว อาจทำให้คดีเสียรูปและสาวไม่ถึงตัวการใหญ่ นี่คือยุทธศาสตร์ "ยอมช้าเพื่อรวบตึง" ซึ่งในทางทฤษฎีถือเป็นความรอบคอบทางกฎหมาย แต่ในมิติของโลกการเงินยุคดิจิทัล นี่คือช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ขบวนการฟอกเงินใช้ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพียงปลายนิ้วคลิก การอ้างว่า "ไม่เห็นรายละเอียด ไม่ได้แปลว่าไม่ทำ" อาจไม่เพียงพอที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา หากไม่มีผลสัมฤทธิ์ที่เป็นกอบเป็นกำมาโชว์ให้สังคมประจักษ์

อย่างไรก็ดี ท่าทีของ ก.ล.ต. ในครั้งนี้ถือว่าขึงขังขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการส่งสัญญาณไฟเขียวว่ากำลังประสานงานข้ามชาติเพื่อล่าตัวการ และการทิ้งทวนด้วยวาทกรรมที่ว่า "จะไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าผู้ใดจะเคยดำรงตำแหน่งใดมาก่อน" นับเป็นการทิ้งบอมบ์ลูกใหญ่ที่บ่งชี้ว่า ขบวนการทุจริตรอบนี้อาจมี "บิ๊กเนม" หรืออดีตผู้มีอำนาจระดับสูงเข้าไปพัวพัน การประกาศกร้าวเช่นนี้ถือเป็นการเดิมพันเครดิตขององค์กร ว่าเมื่อถึงเวลาเชือด จะกล้าลงดาบผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นจนสุดซอย หรือจะเป็นเพียงเสือกระดาษที่ขู่คำรามเพื่อลดทอนกระแสสังคมชั่วคราว

บทพิสูจน์ฝีมือของ ก.ล.ต. ในยุคที่อาชญากรรมทางเศรษฐกิจไร้พรมแดน จึงไม่ได้อยู่ที่การพรรณนาว่ากฎหมายมีกี่ชั้นตอน แต่อยู่ที่ความก้าวร้าวเชิงรุก (Proactive) ในการกระชากหน้ากากผู้กระทำผิด ตลาดทุนไทยไม่ต้องการเพียงผู้คุมกฎที่เก่งตำรา แต่ต้องการ "มือปราบ" ที่ฉับไวและเท่าทันเหลี่ยมคูของทุนสีเทา ทิศทางหลังจากนี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ว่าอำนาจในมือ ก.ล.ต. จะศักดิ์สิทธิ์พอที่จะกวาดล้างเหลือบริ้นให้สิ้นซาก หรือจะเป็นเพียงแค่คลื่นกระทบฝั่งที่เลือนหายไปเงียบๆ เหมือนหลายคดีในอดีต

ก.ล.ต. อ้าง "ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าใครเคยนั่งเก้าอี้อะไร" แต่คำถามคือ...ทำไมต้องรอให้สภาสหรัฐฯ ขยับก่อน?

ไทม์ไลน์ที่ ก.ล.ต. ไม่ได้พูดถึง

ย้อนกลับไปดูเส้นทางของ "วรภัค ธันยาวงษ์" อดีตนายแบงก์ระดับตำนานของเมืองไทย คนที่เคยนั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทยนานถึง 4 ปี ก่อนส่งไม้ต่อให้ผยง ศรีวณิช ผ่านตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในสถาบันการเงินต่างชาติมาแทบทุกค่าย ทั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารฟินันซ่า แคปิตอล และกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย

19 กันยายน 2568 นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ดึงตัวมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โควตาคนนอก

สิบวันก่อนหน้านั้น นิวส์เลตเตอร์สายสืบสวนต่างประเทศ "Whale Hunting" ของทอม ไรท์ นักข่าวที่เคยแฉคดี 1MDB สั่นสะเทือนวงการเงินมาเลเซีย ได้ตีแผ่ว่าวรภัคและภรรยา กนกพร ธันยาวงษ์ มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ในกัมพูชา

ที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ "ข่าวลือ" คือรายละเอียดที่ระบุว่า ภรรยาของวรภัคได้รับเงินคริปโตเคอร์เรนซีมูลค่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากเครือข่ายอาชญากรจีน-กัมพูชาที่มีนักธุรกิจแอฟริกาใต้ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ เป็นหัวหน้า ซึ่งเป็นเครือข่ายเดียวกับที่วรภัคเคยได้รับมอบหมายให้สอบสวนในฐานะกรรมการภาครัฐชุดหนึ่ง และตัวเลข 3 ล้านดอลลาร์นี้อ้างอิงจากเอกสารจดทะเบียนบริษัทที่ลงนามในสิงคโปร์

พูดง่ายๆ คือ คนที่ถูกตั้งให้ไปสอบเครือข่ายสแกมเมอร์ ดันมีชื่อภรรยาไปโผล่รับเงินจากเครือข่ายนั้นเสียเอง

21 ตุลาคม 2568 นายกฯ อนุทินขอให้วรภัคชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมปฏิเสธข่าวว่าวรภัคถูกตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะกรรมการปราบปรามสแกมเมอร์ชุดใหม่ของประเทศ วันรุ่งขึ้น 22 ตุลาคม วรภัคยื่นใบลาออกทันทีรวมเวลาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพียง 33 วัน ยืนยันบริสุทธิ์ใจปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับ BIC Group และ BIC Bank กัมพูชาทั้งหมด และประกาศจะฟ้องคนใส่ร้ายป้ายสี

จบเรื่องแค่นั้นหรือ? ไม่เลย ยิ่งล้วง ยิ่งลึกลับ.....ปริศนาเจ็ทส่วนตัวและซูเปอร์ยอชต์ 100 ล้านเหรียญ

25 มีนาคม 2569 ห้าเดือนหลังพ่อลาออกจากตำแหน่ง Whale Hunting กลับมาแฉอีกรอบ คราวนี้เป้าคือ "กันต์" ลูกชายของวรภัค ซึ่งโพสต์ภาพตัวเองผ่านโซเชียลมีเดีย นั่งเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว Gulfstream ของเมาเออร์เบอร์เกอร์ และไปเที่ยวพักผ่อนบนซูเปอร์ยอชต์ของเขา

เมาเออร์เบอร์เกอร์คนเดียวกับที่ถูกกล่าวหาว่าจ่ายเงินให้ภรรยาของวรภัค 3 ล้านดอลลาร์

ภาพนี้ไม่ใช่แค่ทัวร์ลง มันคือหลักฐานภาพที่ตอกย้ำคำถามว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลธันยาวงษ์กับเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังธุรกิจสแกมเมอร์ข้ามชาติ ลึกซึ้งแค่ไหนกันแน่

วันที่ 15 กันยายน วอชิงตันขยับ ไทยถึงค่อยแจง

แล้วจู่ๆ เรื่องก็ปะทุอีกรอบ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ประธานกรรมาธิการ 2 คนของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ คือ Brian Mast ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ และ John Moolenaar ประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยเรื่องจีน ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ขอให้พิจารณาภายใน 180 วันว่าบุคคลและนิติบุคคลที่ระบุชื่อไว้เข้าเกณฑ์คว่ำบาตรตาม Global Magnitsky Act หรือไม่

รายชื่อทั้งหมดมีบุคคลต่างชาติ 26 ราย และองค์กรอีก 2 แห่ง ที่สหรัฐฯ อ้างว่ามีข้อมูลน่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ และชื่อที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศสะเทือนคือ "วรภัค ธันยาวงษ์" อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

คนที่เปิดโปงจดหมายฉบับนี้ต่อสาธารณะคือ กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเปิดเผยว่าตนเองเคยยกประเด็นนี้อภิปรายหลายครั้งต่อเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้กำกับดูแล ก.ล.ต. โดยตรง พร้อมเตือนว่าการตรวจสอบที่ล่าช้าจะเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาไล่เส้นทางการเงินและกำหนดมาตรการแทน ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่ออธิปไตยทางกฎหมาย ความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย และหลักนิติรัฐ

พูดตรงๆ คือ "ถ้าไทยไม่จัดการเอง คนอื่นจะจัดการแทน" และนั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง

ฝั่งรัฐบาล นายกฯ อนุทินตอบคำถามสื่อวันนี้ (17 ก.ย.) ในทำนองว่า "ใครที่ถูกกล่าวหาก็ต้องไปตั้งทนายความหาทางเคลียร์ตัวเอง ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับรัฐบาล" ขณะที่รังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชนจี้ถามว่านายกฯ เกรงใจใครถึงไม่เร่งปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์และทุนเทา หวั่นประเทศถูกมองว่ามีเส้นสายคุ้มครอง

คำถามนี้แหลมคมขนาดที่รัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ง่ายๆ ขณะที่ ก.ล.ต. เองก็ไม่ใช่นักเรียนดีในเรื่องนี้

ที่น่าสนใจคือ แถลงการณ์วันนี้ของ ก.ล.ต. ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกจี้เรื่องความล่าช้า

ย้อนกลับไป 28 พฤศจิกายน 2568 ก่อนหน้านี้เกือบปี ก.ล.ต.เรียก 7 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เข้าชี้แจงกรณีขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติให้สินบนเป็นคริปโทเคอร์เรนซีแก่คณะกรรมการหรือผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ โดยวางกรอบตรวจสอบการเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นรายใหญ่ต้องสงสัย การถือหุ้นร่วมกับบุคคลอื่นจนเกินร้อยละ 25 และประเด็นการครอบงำกิจการ นี่คือประเด็นเดียวกันเป๊ะกับที่แถลงการณ์วันนี้พูดถึงแบบอ้อมๆ ว่า "มีองค์ประกอบที่ต้องพิสูจน์หลายชั้นเพื่อหาผู้ถือครองที่แท้จริง"

เกือบ 10 เดือนผ่านไป สังคมยังไม่เห็นผลสรุปที่ชัดเจนจาก 7 บริษัทนั้น

แล้วเรื่องความหย่อนยานในระบบก็ยังไม่จบ 11 มิถุนายน 2569 คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (กมธ.ปปง.) ของสภาฯเชิญ 8 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึง ก.ล.ต. เข้าชี้แจง และแสดงความไม่พอใจที่ ก.ล.ต. ยังไม่มีแนวทางรับมือที่ชัดเจน จุดที่ทำให้กรรมาธิการฉุนคือกรณีที่เครือข่ายสแกมเมอร์ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของโบรกเกอร์ทำธุรกรรมฟอกเงิน สร้างความเสียหายกว่า 58 ล้านบาท โดยโบรกเกอร์ยอมรับว่าบุคลากรพลาด แต่ก็ยังบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ

หากเอาภาพมาเชื่อมโยงจิ๊กซอว์รวมกันสิ่งที่ทำให้เห็นชัดๆคือระบบตลาดทุนไทยถูกใช้เป็นท่อฟอกเงินซ้ำแล้วซ้ำเล่า และหน่วยงานกำกับดูแลถูกตำหนิเรื่องความล่าช้ามาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้งในรอบปีเดียว

แล้วแถลงการณ์วันนี้บอกอะไรกับสังคมบ้าง??

สรุปใจความจากคำแถลงของนายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. วันนี้ มี 4 ประเด็นหลัก ๆ คือ

1.เรื่องไหนบังคับใช้กฎหมายได้ก่อนโดยไม่กระทบคดีส่วนที่เหลือ จะแยกดำเนินการทันที และมีการยึดอายัดทรัพย์ร่วมกับ ปปง. ในหลายกรณีแล้ว

2. ความผิดเรื่องการรายงานถือครองหลักทรัพย์และการครอบงำกิจการ ต้องพิสูจน์หลายชั้นเพื่อหาตัวการที่แท้จริงและช่วงเวลาที่กระทำผิด

3.การที่สาธารณะยังไม่เห็นรายละเอียด ไม่ได้แปลว่าไม่มีการดำเนินการ

4.ก.ล.ต. กำลังประสานหน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศ และยืนยันจะไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยดำรงตำแหน่งใดมาก่อน

ฟังดูเป็นคำตอบที่ครบถ้วน แต่สิ่งที่หายไปจากแถลงการณ์คือ กรอบเวลา ไม่มีการระบุว่าคดีเหล่านี้จะได้ข้อสรุปเมื่อไหร่ ไม่มีชื่อบุคคลหรือบริษัทที่ถูกตรวจสอบ และไม่มีคำอธิบายว่าทำไมกระบวนการที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2568 ถึงยังไม่มีผลเป็นรูปธรรมให้สาธารณะเห็น จนต้องรอให้สภาคองเกรสสหรัฐฯ ขยับก่อน

และคำถามที่ยังค้างอยู่ ซึ่งประชาชนสงสัยว่า ก.ล.ต. เก็บคำถามไปทำการบ้าน หรือรอให้คนลืมจะได้เงียบหายไปกับกาลเวลา

ระยะเวลา 180 วันที่สหรัฐฯ ให้ไว้สำหรับพิจารณาคว่ำบาตรภายใต้ Global Magnitsky Act ไม่ใช่แค่กรอบเวลาของกระทรวงต่างประเทศและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เท่านั้น มันคือนาฬิกานับถอยหลังที่ทดสอบด้วยว่า ประเทศไทยจะพิสูจน์ตัวเองได้ก่อนหรือไม่ ว่าเรากล้าจัดการกับคนของเราเอง โดยไม่ต้องรอให้มหาอำนาจต่างชาติชี้นิ้วมาก่อน

แม้จะมีกระแสข่าวร้อนแรงของท่าทีสหรัฐต่อ "วรภัค ธันยาวงษ์" ที่ยังคงยืนยันความบริสุทธิ์ และมีสิทธิ์เต็มที่ตามกระบวนการยุติธรรมในการพิสูจน์ตัวเอง นั่นคือหลักการที่ต้องเคารพ

แต่คำถามที่สังคมไทยเฝ้าถามและยังไม่มีคำตอบ คือคำถามตรง ๆ แสกหน้าผู้กำกับดูแลว่า ทำไมคดีที่มีเบาะแสชัดตั้งแต่ปลายปี 2568 ถึงยังไม่มีความคืบหน้าที่จับต้องได้ ก่อนที่วอชิงตันจะต้องเป็นฝ่ายขยับก่อน