xs
xsm
sm
md
lg

'ชิฟฟ์' เหยียบซ้ำบิตคอยน์ถึงเวลาอวสาน หลังเกมการเมืองสหรัฐฯ คว่ำร่างกม. CLARITY

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ปีเตอร์ ชิฟฟ์ (Peter Schiff) กูรูนักลงทุนฝั่งทองคำผู้มีมุมมองตรงข้ามบิตคอยน์และสินทรัพย์ดิจิทัล
วงการคริปโตเคอร์เรนซีต้องเผชิญกับแรงกระแทกครั้งใหญ่ เมื่อวุฒิสภาสหรัฐฯ โหวตคว่ำร่างพระราชบัญญัติ CLARITY Act ดับฝันการสร้างมาตรฐานกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล งานนี้ "ปีเตอร์ ชิฟฟ์" เจ้าพ่อทองคำและไม้เบื่อไม้เมาตลอดกาล ไม่รอช้าออกโรงฉวยโอกาสทองกระทืบซ้ำทันทีว่า บิตคอยน์คือของ "ไร้ค่า" อย่างแท้จริง ขณะที่บิ๊กเนมในวงการต่างพากันยอมรับสภาพความพ่ายแพ้จากพิษการเมืองแบ่งขั้วที่ทำให้ระบบรัฐบาลทำงานล้มเหลว

ความล้มเหลวทางการเมืองมักเป็นโอกาสของฝั่งตรงข้ามเสมอ และครั้งนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เมื่อ 'ปีเตอร์ ชิฟฟ์' (Peter Schiff) กูรูนักลงทุนฝั่งทองคำผู้เป็นปรปักษ์ตัวฉกาจของคริปโตเคอร์เรนซี ได้ฉวยจังหวะที่วงการคริปโตฯ กำลังเพลี่ยงพล้ำ ออกมาเปิดฉากโจมตีผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างดุเดือด ชิฟฟ์ตอกย้ำด้วยความสะใจว่า ตอนนี้มัน "ชัดเจนอย่างยิ่ง" แล้วว่าบิตคอยน์นั้นไม่มีค่าอะไรเลย

การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่แค่การวิจารณ์ลอยๆ แต่เป็นการสวนหมัดกลับคำกล่าวอ้างของ แอนโทนี ปอมเพลียโน (Anthony Pompliano) ผู้สนับสนุนบิตคอยน์สายกระทิง โดยชิฟฟ์ฟาดฟันด้วยวาทะกรรมที่ว่า "ไม่เห็นจะต้องรอให้สภาคองเกรสออกกฎหมายอะไรมาพิสูจน์เลย" (ว่าบิตคอยน์มันไร้ค่า) ถือเป็นการตบหน้าความพยายามของวงการคริปโตฯ ที่ดิ้นรนแสวงหาการรับรองทางกฎหมายมาโดยตลอด

รัฐบาลที่ "พังทลาย" กับม่านควันการเมืองสหรัฐฯ

ต้นตอของแรงกระเพื่อมระลอกนี้มาจากความปราชัยครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อวุฒิสภาสหรัฐฯ ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ CLARITY Act เข้าสู่สภาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ร่างกฎหมายนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างที่วงการคริปโตฯ รอคอย ทว่ากลับต้องการเสียงสนับสนุนถึง 60 เสียงเพื่อผ่านเข้าสู่วาระการพิจารณา และผลลัพธ์ที่ได้คือ "การถูกบล็อกโหวต" จากวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตที่พร้อมใจกันคว่ำบาตรแบบเทหน้าตัก ปิดประตูตายไม่ให้ร่างกฎหมายนี้เดินหน้าต่อ

ปฏิกิริยาจากฝั่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ ไมค์ โนโวกราตซ์ (Mike Novogratz) ซีอีโอของ Galaxy Digital มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลในวงการสินทรัพย์ดิจิทัล ออกมาสะท้อนความเจ็บปวดว่า เขารู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรงหลังจากการเจรจาต่อรองที่กินเวลายาวนานกว่า 18 เดือนต้องสูญเปล่า โนโวกราตซ์ทิ้งประโยคแทงใจดำสังคมอเมริกันว่า "ระบบรัฐบาลมันพังไปแล้ว"

การคำนวณผลได้ผลเสียทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังจะมาถึง ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่บิดเบือนการตัดสินใจของเหล่านักการเมือง จนทำให้ข้อพิพาทที่หลงเหลืออยู่กลายเป็นทางตันที่ไม่มีวันสางออก นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า เมื่อผลประโยชน์ทางการเมืองอยู่เหนือเศรษฐกิจนวัตกรรม ประชาชนและนักลงทุนคือผู้จ่ายราคาแพง

หมดหวังพึ่งสภาฯ - หันหัวเรือหนีขั้วอำนาจ

เมื่อสนามรบในสภาฯ ปิดตาย ผู้นำวงการจำต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ ไบรอัน อาร์มสตรอง (Brian Armstrong) ซีอีโอของ Coinbase หัวหอกสำคัญของกระดานเทรดเบอร์หนึ่งในสหรัฐฯ ออกมายอมรับความจริงว่าผลโหวตของวุฒิสภาคือ "ความน่าผิดหวัง" แม้เขาจะพยายามรักษาน้ำใจนักลงทุนโดยระบุว่านี่อาจไม่ใช่จุดจบที่ถาวร และทฤษฎีการเจรจาระหว่างพรรคอาจมีชีวิตรอดไปสู้ต่อในวันข้างหน้า แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาร์มสตรองก็รู้ดีว่าโอกาสที่ว่านั้น "ริบหรี่จนแทบเป็นศูนย์" ในบริบทการเมืองปัจจุบัน

สิ่งที่สะท้อนนัยยะสำคัญคือ อาร์มสตรองได้ส่งสัญญาณพลิกเกมครั้งใหญ่ โดยชี้ชัดว่าอุตสาหกรรมคริปโตฯ จะไม่สามารถฝากฝังกลยุทธ์ด้านกฎระเบียบไว้กับสภาคองเกรสได้อีกต่อไปแล้ว และเขาเชื่อมั่นว่าลึกๆ แล้ว หน่วยงานกำกับดูแลอย่างคณะกรรมการ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) และคณะกรรมาธิการการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ (CFTC) นั้นมี "อำนาจอยู่ในมือ" มากพอที่จะตีเส้นกำหนดกติกาคริปโตฯ ให้ชัดเจนได้ด้วยตัวเอง หากมีความจริงใจที่จะทำ

ขณะเดียวกัน ฉางเผิง จ้าว (Changpeng Zhao) หรือ CZ ผู้ร่วมก่อตั้ง Binance ก็พยายามมองหาเศษซากของแสงสว่างปลายอุโมงค์ โดยประเมินสถานการณ์ด้วยความสุขุมว่า "ถ้ามันจะยังมีข้อดีหลงเหลืออยู่บ้างจากเรื่องนี้ ก็คงเป็นเรื่องที่เหรียญ Stablecoin จะยังคงสามารถสร้างผลตอบแทน (Yield) ต่อไปได้"

งานเลี้ยงฉลองของกลุ่มแอนตี้คริปโตฯ

แน่นอนว่าในเกมการเมืองและธุรกิจ ความพ่ายแพ้ของฝ่ายหนึ่ง ย่อมเป็นข้ออ้างในการเปิดแชมเปญฉลองของอีกฝ่าย บรรดานักวิจารณ์และกลุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่ต่อต้านคริปโตฯ ต่างพากันเหยียบซ้ำอย่างไม่ปรานี สส. แบรด เชอร์แมน (Brad Sherman) ออกมาประกาศชัยชนะอย่างสะใจว่า เขาคือผู้ถือธงนำต้านร่างกฎหมาย CLARITY และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่ "วันแรก" และรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เสียงข้างมากในวุฒิสภาตาสว่างและโหวต "NO" เพื่อคว่ำร่างนี้เสียที

สอดคล้องกับ รอสส์ เกอร์เบอร์ (Ross Gerber) นักลงทุนที่เพิ่งเปลี่ยนฝั่งมาสับคริปโตฯ ก็ได้ตอกย้ำบาดแผลนี้ด้วยคำกล่าวสั้นๆ แต่บาดลึกว่า โหวตครั้งนี้คือ "ความล้มเหลวอีกครั้งของบิตคอยน์"

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่แค่การตีตกร่างกฎหมายฉบับหนึ่ง แต่คือบทพิสูจน์ความเปราะบางของอุตสาหกรรมคริปโตฯ เมื่อต้องปะทะกับกำแพงการเมืองแบบดั้งเดิม ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของนักลงทุนสายอนุรักษ์นิยม วงการสินทรัพย์ดิจิทัลจำต้องกลับไปเลียแผลและจัดทัพใหม่ เพราะสงครามครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มต้น และเดิมพันของมันคือความอยู่รอดของอนาคตการเงินโลก.