xs
xsm
sm
md
lg

SAP เผย ธุรกิจไทย ใช้งบประมาณด้าน AI 600 ล. ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ที่ 922 ล.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ผลการศึกษาใหม่โดย SAP SE (NYSE: SAP) และ Oxford Economics เผยว่า บริษัทในประเทศไทยโดยเฉลี่ยคาดว่าจะใช้งบประมาณ 18.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 602.9 ล้านบาท) กับ AI ในปีนี้ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 922.5 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม คาดว่าการลงทุนด้าน AI จะเติบโตขึ้น 44% ในช่วงสองปีข้างหน้า ทั้งนี้ บริษัทไทยโดยเฉลี่ยคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ใน AI ที่ 18% ในปีนี้ (3.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ / 115.3 ล้านบาท) และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 35% ในอีกสองปีข้างหน้า (8.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ / 289.9 ล้านบาท)

นอกจากนี้ AI แบบ Agentic AI กำลังกลายเป็นแหล่งสร้างมูลค่าที่สำคัญในอนาคต โดยเกือบ 8 ใน 10 (78%) ของธุรกิจไทยมองว่า Agentic AI มีศักยภาพตั้งแต่ระดับปานกลางถึงสูงมากในการพลิกโฉมองค์กร ขณะที่คาดการณ์ว่า ROI จาก Agentic AI จะสูงถึง 8.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (280 ล้านบาท / 13%) ในอีกสองปีข้างหน้า ข้อมูลดังกล่าวมาจากผลการศึกษาระดับโลกฉบับใหม่ The SAP Value of AI Report 2026 ซึ่งทำการสำรวจผู้นำทางธุรกิจ 2,600 คน จาก 13 ประเทศ รวมถึง 200 คนจากประเทศไทย

กุลวิภา ปิยวัฒนเมธา กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคอินโดจีน บริษัท SAP กล่าวว่า “ธุรกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการทดลองใช้ AI ไปสู่การนำ AI ไปใช้งานจริง และเราเริ่มเห็นแรงขับเคลื่อนดังกล่าวสะท้อนออกมาในรูปแบบของผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น โอกาสสำคัญในขั้นต่อไปคือการเชื่อมโยง AI เข้ากับข้อมูล กระบวนการทำงาน และการกำกับดูแล ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถขยายผลการใช้ AI ได้อย่างมีความรับผิดชอบ และเปลี่ยนการใช้งานให้กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่ยั่งยืน”

AI ในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ความพร้อมระดับองค์กร

ปัจจุบัน งานเกือบหนึ่งในสี่ (24%) ของธุรกิจไทยโดยเฉลี่ยมี AI เข้ามาช่วยดำเนินการ และคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 42% ในอีกสองปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม แม้การลงทุนด้าน AI เชิงกลยุทธ์จะเพิ่มขึ้น 13% แต่เกือบครึ่งหนึ่งขององค์กร (47%) ยังคงพึ่งพาการนำ AI ไปใช้งานแบบแยกส่วน มากกว่าการนำ AI มาใช้ทั่วทั้งองค์กร

แนวทางการนำ AI มาใช้แบบแยกส่วนอาจเป็นผลมาจากองค์กรต่าง ๆ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาภาวะผู้นำ ทักษะ และรูปแบบการดำเนินงานที่จำเป็นต่อการขยายการใช้งาน AI อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทไทยไม่ถึงครึ่งหนึ่งมีผู้นำด้าน AI โดยเฉพาะที่รับผิดชอบการนำ AI มาใช้ (40%) มีตัวชี้วัดผลงาน (KPI) ด้าน AI สำหรับผู้บริหาร (30%) หรือมีการฝึกอบรมผู้บริหารเกี่ยวกับศักยภาพและความเสี่ยงของ AI (35%)

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความท้าทายดังกล่าว 71% ของธุรกิจไทยพึงพอใจกับ ROI จาก AI ในปัจจุบัน ขณะที่ 55% เชื่อว่าการนำ AI มาใช้ยังไม่สามารถสร้างศักยภาพได้อย่างเต็มที่

หนึ่งในปัจจัยที่สนับสนุนมุมมองเชิงบวกดังกล่าวคือ Agentic AI อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยมีธุรกิจเพียง 2% ที่ระบุว่ามีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับ Agentic AI ขณะที่ธุรกิจส่วนใหญ่ระบุว่ามีความพร้อมเพียงบางส่วนหรือยังไม่มีความพร้อมเลย

ช่องว่างด้านข้อมูล ทักษะ และการกำกับดูแลอาจเป็นอุปสรรคต่อการสร้างคุณค่าจาก AI

องค์กรไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้านในการสร้าง ROI จาก AI ทั้งในด้านข้อมูล บุคลากร และการกำกับดูแล

ความพร้อมด้านข้อมูลยังคงเป็นรากฐานสำคัญในการปลดล็อกคุณค่าจาก AI ให้เพิ่มมากขึ้น แม้ 57% ของธุรกิจไทยระบุว่าปัจจุบันมีความพร้อมด้านข้อมูลสำหรับ AI แต่ 70% มองว่าปัญหาด้านคุณภาพหรือความพร้อมใช้งานของข้อมูลยังเป็นความท้าทายที่ขัดขวางการสร้าง ROI จาก AI ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ 79% ของธุรกิจประสบปัญหาผลลัพธ์จาก AI ที่มีคุณภาพต่ำอย่างน้อยเป็นครั้งคราว ซึ่งส่งผลให้ต้องทำงานซ้ำ เกิดความล่าช้า หรือมีงานคั่งค้าง

บุคลากรกำลังเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการนำ AI มาใช้ โดย 76% ของธุรกิจไทยยังไม่มั่นใจว่าการพัฒนาทักษะบุคลากรโดยองค์กรสามารถก้าวทันวิวัฒนาการของเครื่องมือ AI ได้ ขณะที่ 99% คาดว่า AI จะส่งผลกระทบต่อการวางแผนกำลังคนในระดับหนึ่ง แต่ 81% ยังไม่มั่นใจว่าบทบาทงานที่มีอยู่กำลังเปลี่ยนแปลงเร็วเพียงพอที่จะใช้ประโยชน์จากกระบวนการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้อย่างเต็มที่

ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของการนำ AI มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ โดย 74% ของธุรกิจไทยระบุว่า พนักงานมีการใช้เครื่องมือ AI จากผู้ให้บริการภายนอกอย่างน้อยเป็นครั้งคราว โดยไม่ได้รับการอนุมัติหรืออยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ในบรรดาผลกระทบที่พบ 63% ระบุถึงผลลัพธ์ที่ไม่สม่ำเสมอหรือไม่ถูกต้อง ขณะที่ 62% รายงานถึงการรั่วไหลของข้อมูลหรือการเปิดเผยทรัพย์สินทางปัญญา

“ก้าวต่อไปในการสร้างมูลค่าจาก AI คือการผสานรวมข้อมูล กระบวนการ และ AI เข้าด้วยกัน แต่ธุรกิจในประเทศไทยต้องตระหนักว่า AI มักสร้างคุณค่าที่วัดผลได้ยากกว่าที่คาดไว้ และความเสี่ยงต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ระบบการกำกับดูแลส่วนใหญ่จะสามารถรับมือได้ ธุรกิจต่าง ๆ กำลังค้นพบอย่างรวดเร็วว่า การกำกับดูแล AI มีบทบาทสำคัญในระดับพื้นฐานต่อการปลดล็อกมูลค่าจาก AI” กุลวิภา ปิยวัฒนเมธา กล่าวเสริม

การกำกับดูแลถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างคุณค่าจาก AI ในระดับองค์กร โดยมีธุรกิจเพียงประมาณ 1 ใน 10 เท่านั้นที่ระบุว่าทักษะ (13%) หรือกระบวนการและกรอบการทำงาน (14%) ขององค์กรมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการกำกับดูแล AI อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นเหล่านี้อาจทวีความสำคัญมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ยุคของ Agentic AI ปัจจุบัน 40% ของบริษัทไทยไม่มีกระบวนการให้มนุษย์เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ (Human-in-the-loop) สำหรับเวิร์กโฟลว์ที่ใช้ Agentic AI ขณะที่ 40% ไม่มีกระบวนการอนุมัติมาตรฐานสำหรับ AI agents และมีเพียง 39% ที่มีทะเบียนรายชื่อ AI agents ที่ใช้งานอยู่ภายในธุรกิจ ทั้งนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากเกือบสองในสามของธุรกิจไทย (65%) ระบุว่าเห็นด้วยหรือไม่ทราบว่าบริษัทกำลังนำ AI agents มาใช้งานเร็วกว่าความสามารถในการกำกับดูแลหรือไม่

“การสร้างมูลค่าที่แท้จริงจาก AI ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะมันต้องอาศัยแนวทางใหม่” กุลวิภา ปิยวัฒนเมธา กล่าวสรุป “ธุรกิจในประเทศไทยทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กจำเป็นต้องเชื่อมโยง AI เข้ากับข้อมูลและกระบวนการที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์กร พร้อมทำให้ AI มีบริบทและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้ นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า Autonomous Enterprise”

“นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับผู้คน เพราะเราจะสามารถสร้างคุณค่าที่แท้จริงได้ก็ต่อเมื่อ AI agents กระบวนการทำงาน และบุคลากรทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว”.