xs
xsm
sm
md
lg

ฟินจิกหมอน! GMMTVผนึก “นิว ศิวัจน์” ลุยคอนเทนต์วาย–บริหารศิลปิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ONEE แจ้ง GMMTV ตั้งบริษัทย่อยใหม่ “Studio Wabi Sabi” ทุนจดทะเบียน 7 ล้านบาท ผนึก “นิว ศิวัจน์ สวัสดิ์มณีกุล” ผู้กำกับและผู้สร้างซีรีส์วายชื่อดัง เข้าถือหุ้น 49% พร้อมนั่งกรรมการบริษัท ลุยธุรกิจผลิต–พัฒนาคอนเทนต์ และบริหารศิลปินครบวงจร สะท้อนการยกระดับความร่วมมือจากคนทำคอนเทนต์ สู่สถานะผู้ร่วมทุนในบริษัทใหม่

บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ONEE แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ถึงการจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ ภายใต้ชื่อ บริษัท สตูดิโอ วาบิ ซาบิ จำกัด (Studio Wabi Sabi) เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและพัฒนาคอนเทนต์ รวมถึงให้บริการด้านการบริหารศิลปินครบวงจร

การจัดตั้งบริษัทดังกล่าวเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการ ONEE ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ซึ่งอนุมัติให้ บริษัท จีเอ็มเอ็ม ทีวี จำกัด หรือ GMMTV ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ONEE ถือหุ้นทางอ้อม 100% ดำเนินการจัดตั้งบริษัทใหม่

บริษัท สตูดิโอ วาบิ ซาบิ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 มีทุนจดทะเบียน 7 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 70,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท โดยเงินลงทุนของ GMMTV มาจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท

GMMTV ถือ 51% – “นิว ศิวัจน์” ถือ 49%
สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทใหม่ โดย GMMTV เข้าถือหุ้นจำนวน 35,699 หุ้น หรือ 51% ทำให้ GMMTV เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

ขณะที่ ศิวัจน์ สวัสดิ์มณีกุล หรือ “นิว” ถือหุ้นจำนวน 34,300 หุ้น หรือ 49% ส่วนสถาพร พานิชรักษาพงศ์ ถือ 1 หุ้น

เท่ากับว่าโครงสร้างบริษัทใหม่แบ่งออกเกือบเท่ากันในสัดส่วน 51:49 ระหว่าง GMMTV กับศิวัจน์ แม้อำนาจควบคุมในเชิงโครงสร้างการถือหุ้นจะอยู่กับ GMMTV ซึ่งถือเกินครึ่ง แต่ศิวัจน์ก็มีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ถือหุ้นเกือบครึ่งหนึ่งของกิจการ

ยิ่งไปกว่านั้น ศิวัจน์ยังได้รับแต่งตั้งเป็นหนึ่งใน กรรมการบริษัท Studio Wabi Sabi แห่งใหม่ ร่วมกับสถาพร พานิชรักษาพงศ์ และนรัญจ์ พุ่มศิริ

จึงกล่าวได้ว่า ในบริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ บทบาทของศิวัจน์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นผู้กำกับหรือผู้ผลิตคอนเทนต์ แต่มีสถานะทั้ง “ผู้ร่วมทุนรายใหญ่” และ “กรรมการบริษัท” ขณะที่ GMMTV เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 51%


“นิว ศิวัจน์”เจ้าพ่อซีรีส์วาย

ศิวัจน์ สวัสดิ์มณีกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “นิว” หรือ “โอโลนนิว” เป็นผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ที่ทำงานในวงการซีรีส์วายไทยมายาวนาน และเป็นบุคคลสำคัญเบื้องหลัง Studio Wabi Sabi

ผลงานของ Studio Wabi Sabi ที่เป็นที่รู้จักในตลาดซีรีส์วายมีหลายเรื่อง ขณะที่ช่องอย่างเป็นทางการของ Studio Wabi Sabi ก็ระบุศิวัจน์ในฐานะผู้กำกับของผลงานที่บริษัทผลิต เช่น Love by Chance 2: A Chance to Love เป็นต้น

ดังนั้น การที่ชื่อของศิวัจน์ปรากฏในหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญ เพราะไม่ได้ปรากฏเพียงในฐานะคนทำคอนเทนต์ แต่เข้ามาถือหุ้น 49% ด้วยตัวเอง และเป็นกรรมการในบริษัทใหม่ด้วย


จาก “Studio Wabi Sabi” สู่บริษัทที่ GMMTV ถือหุ้นใหญ่

ทั้งนี้หลังจากมีการจัดตั้งนิติบุคคลใหม่ชื่อ บริษัท สตูดิโอ วาบิ ซาบิ จำกัด โดย GMMTV ถือหุ้น 51% และศิวัจน์ถือ 49%ทำให้ Studio Wabi Sabi ในโครงสร้างบริษัทใหม่นี้เชื่อมเข้ากับเครือธุรกิจของ GMMTV และ ONEE โดยตรง ขณะที่ศิวัจน์ยังคงมีผลประโยชน์ผ่านการถือหุ้นเกือบครึ่งบริษัท และมีบทบาทในระดับกรรมการ

ด้าน ONEE เองมีฐานธุรกิจบันเทิงที่ครอบคลุมหลายด้าน ขณะที่ GMMTV มีทั้งการผลิตคอนเทนต์และการบริหารศิลปิน โดยรายงานประจำปีของ ONEE ระบุศิลปินภายใต้ GMMTV จำนวนมาก อาทิ คริส พีรวัส, สิงโต ปราชญา, วิน เมธวิน, เจมีไนน์ นรวิชญ์ และโฟร์ท ณัฐวรรธน์ เป็นต้น

การกำหนดวัตถุประสงค์ของ Studio Wabi Sabi แห่งใหม่ให้ครอบคลุมทั้ง “ผลิตและพัฒนาคอนเทนต์” และ “บริหารศิลปินครบวงจร” จึงทำให้บริษัทใหม่สามารถดำเนินธุรกิจได้กว้างกว่าการรับผลิตซีรีส์เพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ในหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ ONEE ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับแผนผลิตซีรีส์เรื่องใหม่ รายชื่อศิลปินที่จะอยู่ภายใต้บริษัทใหม่ เป้าหมายรายได้ หรือแผนการดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป

ONEE ระบุด้วยว่า การจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าว ไม่เข้าข่ายรายการที่เกี่ยวโยงกัน และเป็นรายการยกเว้น ไม่เข้าข่ายรายการที่มีนัยสำคัญตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับตลาดทุน โดยบริษัทมีหน้าที่เปิดเผยสารสนเทศต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทย่อยเรียบร้อยแล้ว


ตลาดคอนเทนต์ไทย 6 แสนล้าน! “Idol Marketing” ONEE แตะ 996 ล้าน โต 66.6%

การขยับลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ระบุว่า เมื่อรวมอุตสาหกรรมคอนเทนต์กับอุตสาหกรรมบันเทิงและสื่อ (Entertainment & Media) ไทยมีมูลค่ามากกว่า 600,000 ล้านบาทต่อปี และการลงทุนในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ โดยเฉพาะภาพยนตร์และการแพร่ภาพและกระจายเสียงทุก 1 บาท สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเฉลี่ยประมาณ 1.8 บาท

ขณะที่โมเดลธุรกิจที่ต่อยอดคอนเทนต์ไปสู่ “ศิลปิน–แฟนด้อม–อีเวนต์–สินค้า” เริ่มมีน้ำหนักต่อรายได้ของผู้ประกอบการมากขึ้น สะท้อนจาก ONEE ซึ่งในไตรมาส 3 ปี 2568 มีรายได้จากธุรกิจ Idol Marketing 996.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66.59% จากปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของรายได้ในไตรมาสดังกล่าว โดยมีแรงหนุนจากการบริหารศิลปินทั้งกลุ่ม Boy-Love และ Girl-Love การจัดคอนเสิร์ตและแฟนมีต รวมถึงการจำหน่าย Merchandise

ตัวเลขเหล่านี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า “ซีรีส์” ในปัจจุบันไม่ได้สร้างมูลค่าเฉพาะจากตัวคอนเทนต์ แต่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของระบบธุรกิจที่ต่อยอดไปสู่การบริหารศิลปิน ฐานแฟนคลับ อีเวนต์ สินค้า และตลาดต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการขยายธุรกิจของ GMMTV ผ่านการร่วมลงทุนกับ Studio Wabi Sabi