สบพ. ผนึกกำลัง การบินไทย จัดพิธีเปิดหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี - เครื่องบิน รุ่นที่ 134 ความร่วมมือผลิตนักบินคุณภาพ รองรับขยายฝูงบินสู่ 150 ลำ ในปี 76 ต้องการนักบินเพิ่ม 700 คน หนุนไทยสู่ศูนย์กลางการบินภูมิภาค Aviation Hub
วันที่ 14 กันยายน 2569 สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) จัดพิธีเปิดหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี - เครื่องบิน รุ่นที่ 134 (AP134) โดยมี นางสาวภัคณัฏฐ์ มากช่วย ผู้ว่าการ สบพ. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนางลัชชิดา อาภาพันธ์ คณะกรรมการ สบพ. กรรมการผู้แทน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) และนายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมให้เกียรติต้อนรับ และแสดงความยินดีแก่ศิษย์การบิน ณ สถาบันการบินพลเรือน กรุงเทพฯ
นางสาวภัคณัฏฐ์ มากช่วย ผู้ว่าการ สบพ. ได้กล่าวแสดงความยินดีแก่ศิษย์การบิน AP รุ่นที่134 พร้อมมอบนโยบายและแนวทางการฝึกอบรม ว่า สบพ. ได้รับความไว้วางใจจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะสายการบินหลักของประเทศ ในการส่งนักบินฝึกหัด (Student Pilot) เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี - เครื่องบิน ที่ได้มาตรฐานสากลมาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับศิษย์การบิน AP134 จำนวน 24 คน ถือเป็นรุ่นที่ 2 ของปีงบประมาณ 2569 โดยจะเข้ารับการฝึกอบรม ณ ศูนย์ฝึกการบิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมระยะเวลา 70 สัปดาห์ ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น เพื่อก้าวสู่การเป็น "นักบินพาณิชย์มืออาชีพ" อย่างแท้จริง
ผู้ว่าการ สบพ. ยังได้เน้นย้ำว่าการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค (Aviation Hub) ตามนโยบายรัฐบาลนั้นไม่ได้วัดจากความทันสมัยของสนามบินหรือโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญสูงสุดคือ "คน" พร้อมทั้งฝากข้อคิดสำคัญ 4 ประการให้ศิษย์การบินยึดมั่นปฏิบัติ ได้แก่
1. วินัย (รากฐานของความปลอดภัย)
2. ความรับผิดชอบ (ทุกการตัดสินใจมีผลต่อชีวิตผู้อื่น)
3. ความถ่อมตน (การเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด) และ
4. Safety Mindset (ความปลอดภัยต้องอยู่ในทุกความคิดและการกระทำ)
ผู้ว่าการ สบพ. กล่าวถึงความพร้อม และศักยภาพของ สบพ. ที่ผ่านการรับรอง Re-Certification ตามกฎหมายใหม่ TCAR PEL Part-ORA จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT เป็นที่เรียบร้อย พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลในการพัฒนาศักยภาพรอบด้าน ประกอบด้วย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดำเนินโครงการก่อสร้างศูนย์ฝึกการบินหัวหิน ระยะที่ 1 ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2568 และระยะที่ 2 เริ่มต้นในปีงบประมาณ 2569
ทั้งระยะที่ 1 และระยะที่ 2 คือส่วนของโรงเรียนการบิน การก่อสร้างจะแล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมกัน ภายในเดือนกรกฎาคม 2570 ซึ่งเชื่อมั่นว่า ศิษย์การบิน AP รุ่นที่ 134 ทันเข้าใช้ประโยชน์ได้อย่างแน่นอน และ ในปีงบประมาณ 2570 จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างระยะที่ 2 (ต่อเนื่อง) ในส่วนของอาคารที่พักศิษย์การบิน ซึ่งจะช่วยพลิกโฉมโรงเรียนการบินของประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ด้านเทคโนโลยี และอุปกรณ์การฝึกอบรม มีจำนวนเพียงพอ และสอดคล้องกับกำลังการผลิต
โดยได้ดำเนินการจัดหาเครื่องบินฝึกฝ่ายบินใหม่ Diamond DA40NG จำนวน 8 ลำ โดยจะทยอยส่งมอบล็อตแรกจำนวน 4 ลำ ภายในเดือนมีนาคม 2570 นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการจัดหาเครื่องฝึกบินจำลองเครื่องยนต์เดียว Diamond DA40 XLT จำนวน 2 เครื่อง เทคโนโลยีการฝึกที่ทันสมัย และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยได้รับการสนับสนุนเงินงบประมาณแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2569 ถึงปี 2573 ตามโครงการจัดหาอากาศยานทดแทนและเพิ่มเติม มีระบบสนับสนุนการเรียนรู้ หรือ Computer Based Training หรือ CBT ที่มีประสิทธิภาพ
ด้านบุคลากรผู้ฝึกสอน สบพ. มีครูการบิน และครูวิชาภาคพื้น ที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์สูง อย่างเพียงพอ และบุคลากรดังกล่าว ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีระบบการฝึกที่ได้มาตรฐาน ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่า สบพ. กำลังก้าวจาก สถาบันการศึกษาสู่ศูนย์กลางการพัฒนากำลังคนด้านการบินของภูมิภาค
@การบินไทย ขยายฝูงบินสู่ 150 ลำ ในปี 76
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทาง และแผนการดำเนินงานว่า การบินไทยตั้งเป้าขยายฝูงบินสู่ 150 ลำภายในปี 2576 โดยในช่วงปลายปี 2569 นี้ จะมีเครื่องบินรวม 102 ลำ และเพิ่มเป็น 111 ลำ ในปี 2570 (ซึ่งศิษย์การบิน 24 คนในรุ่นนี้ จะมีส่วนช่วยรองรับอัตรากำลังพลสำหรับเครื่องบินใหม่ประมาณ 2 ลำ)
@ต้องการนักบินอีก 700 คน
แม้ปัจจุบันการบินไทยจะมีนักบินราว 1,300 กว่าคน ซึ่งเพียงพอต่อการปฏิบัติการในปัจจุบัน แต่จากแผนการขยายฝูงบินและขับเคลื่อนสู่ Aviation Hub ทำให้บริษัทฯ จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านกำลังพลอย่างเร่งด่วน โดยมีความต้องการนักบินเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 700 อัตราในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีแผนลงทุนจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) มูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ณ อู่ตะเภา ซึ่งจะต้องใช้บุคลากรสายช่างเฉพาะทางอีกจำนวนมากเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต