ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคอุตสาหกรรมชี้ เมืองไทยยุคใหม่ต้องก้าวข้ามโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อถึงกัน สู่การบริหารจัดการเมืองด้วย AI ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 14 กันยายน 2569 – ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เมื่อปัญญาประดิษฐ์เริ่มเข้ามาเปลี่ยนวิธีที่เมืองต่าง ๆ ทำความเข้าใจสถานการณ์ในพื้นที่ บริหารจัดการบริการสาธารณะ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน
หลังจากหลายปีที่ผ่านมาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเชื่อมโยงบริการต่าง ๆ ภายในเมือง ความท้าทายต่อไปของเมืองต่างๆ ในประเทศไทยกำลังมุ่งไปที่ การเปลี่ยนข้อมูลที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นเปลี่ยนจากการรอแก้ไขปัญหาหลังเกิดเหตุ ไปสู่การคาดการณ์ความท้าทายล่วงหน้า การประสานงานด้านทรัพยากร และการตัดสินใจที่รวดเร็วและมีข้อมูลสนับสนุนมากยิ่งขึ้น
การเปลี่ยนผ่านสู่ ความอัจฉริยะด้านการบริหารจัดการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้รับการหยิบยกขึ้นมาแลกเปลี่ยนโดยตัวแทนภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ และผู้นำด้านเทคโนโลยี ในงาน AI⁺ Smart City Summit 2026 ซึ่งจัดโดย บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้ส่วนหนึ่งของงาน Thailand Digital & AI Summit 2026
การหารือสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของแนวคิดด้านเมืองอัจฉริยะ โดยความสำเร็จของเมืองในอนาคตจะไม่ได้วัดจากจำนวนเซนเซอร์ แพลตฟอร์ม หรือบริการดิจิทัลที่นำมาใช้เพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากความสามารถของเทคโนโลยีในการยกระดับคุณภาพชีวิตประจำวันของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
จาก Smart City สู่เมืองที่ขับเคลื่อนด้วย AI
นางสาวรินทร์ลิตา วรรณวรีย์ภัทร รองประธานกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ของบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า AI กำลังเปลี่ยนบทบาทของเทคโนโลยีในการบริหารจัดการเมือง
“Smart City ไม่ได้หมายถึงการมีเทคโนโลยีที่มากขึ้น แต่หมายถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน”
นางสาวรินทร์ลิตา กล่าวเสริมว่า AI สามารถช่วยให้เมืองเปลี่ยนจากการบริหารจัดการแบบตั้งรับไปสู่ การบริหารจัดการเชิงคาดการณ์ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลแบบเรียลไทม์ และช่วยให้ผู้นำเมืองสามารถคาดการณ์ความท้าทายในด้านต่าง ๆ ทั้งการคมนาคม ความปลอดภัยสาธารณะ สาธารณสุข การศึกษา การท่องเที่ยว และบริการในเมืองด้านอื่น ๆ
สิ่งนี้ถือเป็นพัฒนาการครั้งสำคัญจากแนวทางการพัฒนา Smart City ในยุคแรก ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งเน้นการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานและเปลี่ยนบริการแต่ละด้านให้เป็นดิจิทัล สำหรับเมืองอัจฉริยะยุคใหม่ จุดมุ่งหมายกำลังเปลี่ยนไปสู่ การเชื่อมโยงระบบเหล่านั้นเข้าด้วยกัน การบูรณาการข้อมูล และการนำ AI มาใช้เพื่อเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นการตัดสินใจ
นนทบุรีสะท้อนแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลให้เกิดประโยชน์
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นแล้วในระดับการบริหารจัดการท้องถิ่น โดย ดร. อุดร ระโหฐาน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (อบจ.นนทบุรี) ได้แบ่งปันประสบการณ์การพัฒนา Smart City ของจังหวัดนนทบุรี พร้อมชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการข้อมูลที่มักกระจายอยู่ตามหน่วยงานและบริการต่าง ๆ
จังหวัดนนทบุรีได้นำ ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ (Intelligent Operation Center: IOC) มาใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ และเสริมประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความโปร่งใส ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และการให้บริการประชาชน
ประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญที่เมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยกำลังเผชิญ นั่นคือ การเก็บข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป เมืองจำเป็นต้องเชื่อมโยงและตีความข้อมูลเหล่านั้น เพื่อให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจสามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วทั้งเมือง และตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
IOC ที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถช่วยให้หน่วยงานของเมืองมองเห็นภาพรวมของระบบต่าง ๆ ภายในเมืองแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถระบุรูปแบบและแนวโน้ม ประสานงานในการรับมือสถานการณ์ และจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การพัฒนา Smart City ต้องเริ่มต้นจากผู้คน
แม้ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น แต่ผู้ร่วมเสวนาในงานได้เน้นย้ำว่า เทคโนโลยีไม่ควรเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาเมือง
รองศาสตราจารย์ ดร.จรวย สาวิถี คณบดีคณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เน้นย้ำว่า โครงการ Smart City ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของชุมชน มากกว่าการเลือกเทคโนโลยีก่อน
เมืองจำเป็นต้องทำความเข้าใจความท้าทายในแต่ละพื้นที่ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ประเมินความเป็นไปได้ของโครงการ วางระบบกำกับดูแลข้อมูลที่เหมาะสม ตลอดจนเสริมสร้างระบบการเชื่อมต่อและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ก่อนที่จะตัดสินใจว่าเทคโนโลยีใดจะสามารถสร้างคุณค่าให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง
แนวทางที่ให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรกมีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อ AI กำลังเข้ามามีบทบาทในบริการสาธารณะอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ผู้เข้าร่วมการหารือเห็นพ้องว่า เป้าหมายไม่ควรเป็นการสร้างเมืองที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุด แต่คือการสร้างเมืองที่เทคโนโลยีสามารถ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้ให้กับประชาชน
ทุกเมืองต้องมียุทธศาสตร์ AI ที่เหมาะกับตัวเอง
นายพรชัย หอมชื่น ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานกิจการสาขา สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กล่าวว่า ไม่มีโมเดล Smart City เพียงรูปแบบเดียวที่สามารถนำไปใช้กับทุกพื้นที่ได้ แต่ละเมืองมีลักษณะด้านประชากร เศรษฐกิจ และสังคมที่แตกต่างกัน ขณะที่ความคาดหวังของประชาชนและเทคโนโลยีเองก็ยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หน่วยงานท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องกำหนดลำดับความสำคัญในการพัฒนาของตนเอง และเลือกโซลูชันดิจิทัลที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ แทนที่จะมุ่งนำเทคโนโลยีมาใช้เพียงเพราะต้องการมีเทคโนโลยี
นายพรชัยยังกล่าวถึงบทบาทของหัวเว่ยในฐานะหนึ่งในพันธมิตรในระบบนิเวศของ depa ในการสนับสนุนการพัฒนา Smart City ของประเทศไทย
ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อประเทศไทยขยายการพัฒนา Smart City ออกไปนอกเหนือจากเขตมหานครขนาดใหญ่ โดย บริบทของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่เพียงความล้ำสมัยของเทคโนโลยี จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าการลงทุนด้านดิจิทัลจะสามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นสำหรับเมืองได้หรือไม่
Intelligent Operation Center ก้าวสู่การเป็น “สมอง” ของเมือง
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว หัวเว่ยได้นำเสนอแนวทางการใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อช่วยให้เมืองเปลี่ยนจากการใช้งานแอปพลิเคชันแบบแยกส่วน ไปสู่ความอัจฉริยะด้านการบริหารจัดการเมืองแบบบูรณาการ
หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่นำมาสาธิตภายในงานคือ Intelligent Operation Center (IOC) ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากระบบต่าง ๆ ภายในเมืองมาไว้บนแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ ด้วยการสนับสนุนจาก AI คลาวด์คอมพิวติ้ง ระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะ และเทคโนโลยี Digital Twin IOC สามารถช่วยให้ผู้บริหารเมืองมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์ต่าง ๆ ภายในเมืองได้แบบเรียลไทม์
สิ่งนี้เปิดโอกาสให้สามารถเชื่อมโยงการทำงานที่แต่เดิมแยกออกจากกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบคมนาคม สาธารณสุข การศึกษา การท่องเที่ยว และความปลอดภัยสาธารณะ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบอัจฉริยะที่ใช้ร่วมกัน แทนที่จะบริหารจัดการแต่ละระบบแยกจากกัน หน่วยงานเมืองสามารถใช้ข้อมูลแบบบูรณาการเพื่อค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในเมืองได้มากขึ้น
ตัวอย่างเช่น สามารถนำข้อมูลด้านการคมนาคมมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมอีเวนท์ สภาพอากาศ และข้อมูลด้านอื่น ๆ เพื่อคาดการณ์ปัญหาการจราจรติดขัด ข้อมูลด้านความปลอดภัยสาธารณะสามารถนำมาผสานกับข้อมูลเมืองแบบเรียลไทม์เพื่อสนับสนุนการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะที่หน่วยงานที่ดูแลสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ สามารถใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรและการดำเนินงาน
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนจาก “การติดตามว่าเกิดอะไรขึ้น” ไปสู่ “การทำความเข้าใจว่าทำไมจึงเกิดขึ้น และคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป”
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีอีกต่อไป
แม้ AI จะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว แต่ผู้ร่วมงานและพันธมิตรในระบบนิเวศต่างเน้นย้ำว่า เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการ Smart City เท่านั้น ผู้ร่วมเสวนาชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ ทั้ง การกระจายตัวของข้อมูล งบประมาณที่จำกัด โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทักษะด้านดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการวางแผนพัฒนาเมืองในระยะยาว
ดังนั้น การพัฒนา Smart City อย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องมีแผนแม่บทระยะยาวและแนวทางการทำงานในรูปแบบระบบนิเวศ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ให้บริการเทคโนโลยี ภาควิชาการ และชุมชน จะต้องทำงานร่วมกัน ความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างระบบจะมีความสำคัญมากขึ้นเช่นกัน เมื่อเมืองต่าง ๆ นำแอปพลิเคชัน AI มาใช้งานเพิ่มขึ้น ระบบต่าง ๆ จะต้องสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้อย่างปลอดภัย แทนที่จะสร้างไซโลดิจิทัลรูปแบบใหม่ขึ้นมา
นั่นหมายความว่า การเดินทางเข้าสู่ระยะต่อไปของ Smart City ในประเทศไทยต้องไม่เพียงแค่อาศัย เทคโนโลยีที่ดีขึ้น แต่ยังต้องอาศัยความร่วมมือ การกำกับดูแล และการวางแผนที่ดียิ่งขึ้น
เมืองยุคใหม่แห่งอนาคต
หัวเว่ยมองว่า การหลอมรวมของ AI คลาวด์คอมพิวติ้ง ระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะ Digital Twin และแพลตฟอร์มข้อมูลแบบรวมศูนย์ สามารถวางรากฐานสำหรับการเปลี่ยนผ่านเมืองในระยะต่อไป ด้วยการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล และระบบอัจฉริยะเข้าด้วยกัน เมืองต่าง ๆ สามารถก้าวไปสู่การบริหารจัดการเชิงคาดการณ์ การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และบริการสาธารณะที่ตอบสนองต่อประชาชนได้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การหารือในงาน AI⁺ Smart City Summit 2026 ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อสรุปที่กว้างกว่านั้นว่า อนาคตของ Smart City จะไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เมืองอัจฉริยะยุคใหม่ของประเทศไทยจะถูกกำหนดด้วยความสามารถในการเข้าใจประชาชน คาดการณ์ความท้าทายของเมือง ใช้ข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ และเปลี่ยนเทคโนโลยีให้กลายเป็นการพัฒนาที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวันของผู้คน
ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวลึกเข้าสู่ยุค AI เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการสร้างเมืองที่สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้อีกต่อไป แต่คือการสร้างเมืองที่ สามารถเข้าใจ คาดการณ์ และตอบสนองได้ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมของเมืองที่ชาญฉลาด มีความยืดหยุ่น ยั่งยืน และท้ายที่สุด เป็นสถานที่ที่ดียิ่งขึ้นสำหรับผู้คนในการใช้ชีวิต