กรมทรัพย์สินทางปัญญารับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน 5 กลุ่มประเทศ ที่เป็นคู่ค้าของไทย ทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ แลกเปลี่ยนข้อมูล มุมมองการคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อนำมาปรับใช้ ทั้งการดำเนินการ การพัฒนากฎระเบียบ กฎหมาย ให้มีความทันสมัย และป้องกันการละเมิด
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมได้เปิดเวทีสื่อสารและรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน 5 กลุ่มประเทศ ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย ทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ร่วมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ รวมกว่า 80 ราย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองด้านการคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทย
โดยการเปิดเวทีสื่อสารในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งมั่นยกระดับระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยสู่มาตรฐานสากล และสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่โปร่งใส เป็นธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับเจ้าของสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และนักลงทุนต่างชาติในการเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย กรมจึงใช้เวทีดังกล่าวเป็นกลไกขับเคลื่อนการทำงานเชิงรุก เพื่อให้เจ้าของสิทธิ์และผู้มีส่วนได้เสียจากประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้มีส่วนร่วมสะท้อนความเห็นและแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกกับหน่วยงานภาครัฐไทยโดยตรง
ในการประชุมครั้งนี้ ผู้แทนภาคเอกชนต่างประเทศได้ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นและข้อเสนอแนะด้านการดำเนินงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในหลายมิติ ทั้งในด้านการเร่งรัดและลดระยะเวลาจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา การเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้สิทธิ์ผ่านกระบวนการต่าง ๆ ตลอดจนการสื่อสารข้อมูลกฎระเบียบใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งกรมและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้ร่วมรับฟังปัญหาและชี้แจงความคืบหน้าของการดำเนินงานและมาตรการต่าง ๆ ให้ภาคเอกชนต่างชาติได้รับทราบอย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้นำเสนอความคืบหน้าด้านการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยยกระดับมาตรการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการปราบปรามสินค้าละเมิดในย่านการค้า แหล่งกักเก็บสินค้า และจุดผ่านแดน โดยในช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค.2569 สามารถจับกุมและดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญารวม 672 คดี ยึดของกลาง 2,039,432 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 875.9 ล้านบาท และยังได้ยกระดับการป้องปรามการละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ผ่านความร่วมมือ MOU กับเจ้าของสิทธิ์และแพลตฟอร์ม e-Commerce ชั้นนำ นำมาตรการ Notice & Takedown มาใช้เพื่อนำสินค้าละเมิดออกจากแพลตฟอร์มอย่างทันท่วงที ซึ่งดำเนินการไปแล้วกว่า 1,700 รายการ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการปิดกั้นเว็บไซต์ละเมิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
นอกจากนี้ กรมยังได้หารือแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ทั้งการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบจดทะเบียนให้มีมาตรฐานและสะดวกรวดเร็ว การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบให้ทันสมัย การส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตลอดจนผลักดันแนวทางการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อใช้เป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุน อันเป็นการสร้างระบบนิเวศทางการค้าที่เอื้อต่อการคุ้มครองและสร้างสรรค์นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน ผู้แทนภาคเอกชน 5 กลุ่มประเทศ ได้แสดงความชื่นชมบทบาทการดำเนินงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยที่มีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านความโปร่งใสและการเปิดพื้นที่รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมจะนำข้อมูลดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาระบบการคุ้มครองและการบังคับใช้กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ตลอดจนแก้ไขอุปสรรคที่ภาคธุรกิจและเจ้าของสิทธิ์เผชิญได้อย่างตรงจุดต่อไป
“กรมขอขอบคุณผู้แทนภาคเอกชนจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สำหรับการมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ โดยกรมเชื่อมั่นว่าความร่วมมืออันดีระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศจะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต”นางอรมนกล่าว