กลุ่มคลังสมองในอังกฤษเตือนดาต้าเซ็นเตอร์อาจสร้างงานใหม่แค่ 1 ใน 4 ของที่อุตสาหกรรมคาดการณ์ เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้นและใช้คนน้อยลง ขณะที่อุตสาหกรรมไฮเทคโต้การประเมินดังกล่าวอ้างอิงกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กเกินไป ด้านรัฐบาลแดนผู้ดีชี้รายงานของกลุ่มคลังสมองมองข้ามคุณค่าทางเศรษฐกิจในวงกว้างของกำลังการประมวลผล รวมถึงประเด็นด้านความมั่นคงของชาติและอธิปไตยทางเทคโนโลยี
การขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ถูกคาดหวังว่า จะช่วยส่งเสริมการจ้างงานและสร้างงานใหม่ในอนาคต แต่ในความเป็นจริงอาจสร้างงานประจำน้อยกว่าที่อุตสาหกรรมคาดไว้ ทั้งนี้ จากข้อมูลของ Verdant ซึ่งเป็นกลุ่มคลังสมองอิสระด้านเศรษฐกิจในอังกฤษ
Verdant ระบุเมื่อวันพุธ (9 ก.ย.) ว่า รัฐบาลอังกฤษและผู้นำในอุตสาหกรรมได้อนุมัติการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ โดยอ้างอิงตัวเลขประมาณการของ techUK สำหรับจำนวนงานประจำใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่ง Verdant มองว่า สูงเกินจริง
Verdant ที่สนับสนุนให้มีการควบคุมการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์เข้มงวดมากขึ้น ประเมินว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีอยู่ในสหราชอาณาจักรขณะนี้รองรับการจ้างงานโดยตรงแค่ราว 4,400 ตำแหน่ง เทียบกับ 24,300 ตำแหน่งที่ techUK ซึ่งเป็นสมาคมการค้าด้านเทคโนโลยีของอังกฤษ คาดการณ์ไว้
สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนพัฒนาในอนาคตนั้น Verdant คาดว่า ภายในปี 2035 จะสร้างงานประจำด้านปฏิบัติการราว 10,400 ตำแหน่ง หรือประมาณ 1 ใน 4 ของตัวเลขคาดการณ์ของ techUK ที่ 40,200 ตำแหน่ง
ตัวเลขประมาณการของ techUK อ้างอิงจากสมมติฐานเกี่ยวกับจำนวนพนักงานและกำลังการประมวลผลของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไป โดยคำนวณออกมาเป็นอัตราการจ้างงานราว 8.5 ตำแหน่งต่อกำลังไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ ซึ่งVerdant มองว่า สูงเกินจริง เนื่องจากอ้างอิงจากดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นเก่าที่มีขนาดเล็กกว่าและต้องใช้พนักงานจำนวนมากกว่า
Verdant ประเมินว่า ถ้าคำนวณโดยให้น้ำหนักตามขนาดกำลังการประมวลผล ตัวเลขเฉลี่ยที่เหมาะสมควรอยู่ที่ราว 1.2 ตำแหน่งงานด้านปฏิบัติการต่อเมกะวัตต์เท่านั้น พร้อมเผยว่า ตัวเลขนี้มาจากการตรวจสอบโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ 20 แห่งที่มีแผนก่อสร้างในสหราชอาณาจักร ตลอดจนข้อมูลการขออนุญาตวางผังโครงการและจำนวนพนักงานที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
กลุ่มคลังสมองแห่งนี้เสริมว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่รุ่นใหม่จะใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น ทำให้ต้องใช้พนักงานประจำน้อยลง และชี้ว่า การประเมินของ techUK ครอบคลุมงานที่ไม่ได้อยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์โดยตรง เช่น ผู้รับเหมาและพนักงานในห่วงโซ่อุปทานด้วย
Verdant สำทับว่า เมื่อเทียบกับปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ ดาต้าเซ็นเตอร์สร้างงานได้น้อยกว่าโครงสร้างพื้นฐานหรือสถานประกอบการขนาดใหญ่อื่นๆ ในประเทศ เช่น โรงงานเหล็ก โรงงานผลิตรถ โรงพยาบาล หรือโรงเรียน ซึ่งบางแห่งสามารถสร้างงานได้มากกว่าหลายร้อยหรือหลายพันตำแหน่งต่อเมกะวัตต์
ด้าน techUK ให้ความเห็นกับ CNBC ว่า การประเมินของตนจัดทำขึ้นอย่างโปร่งใสโดยใช้ข้อมูลอุตสาหกรรมที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในขณะนั้น และหลักการมาตรฐานในการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ และเชื่อว่า เป็นการประเมินที่สมเหตุสมผลเกี่ยวกับบทบาทของภาคอุตสาหกรรมนี้ต่อการจ้างงาน
techUK ยังบอกอีกว่า การประเมินของ Verdant อ้างอิงกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กเกินไปจนไม่น่าเชื่อถือ และยังลดคุณค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมลงเหลือเพียงจำนวนคนที่ทำงานอยู่ภายในดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น โดยไม่ได้คำนึงถึงงานอีกมากมายที่ได้รับการสนับสนุนจากดาต้าเซ็นเตอร์และบริการที่ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้นำเสนอ
ทางฝั่งโฆษกรัฐบาลอังกฤษออกมาโต้แย้งเช่นเดียวกันโดยระบุว่า การที่ Verdant วัดจำนวนตำแหน่งงานต่อกำลังไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างมาก นอกจากนั้นยังนำไปเปรียบเทียบกับโรงพยาบาลและโรงเรียนอย่างไม่ถูกต้อง และดูเหมือนจะสับสนระหว่างกำลังไฟฟ้าที่รองรับได้กับปริมาณการใช้ไฟฟ้าจริง
“ที่สำคัญกว่านั้นคือ รายงานดังกล่าวมองข้ามคุณค่าทางเศรษฐกิจในวงกว้างของกำลังประมวลผล รวมถึงประเด็นด้านความมั่นคงของชาติและอธิปไตยทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่อังกฤษจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความสำคัญภายในประเทศ”
กระแส AI บูม
รัฐบาลอังกฤษได้กำหนดให้การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ โดยระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีความสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและบริการสาธารณะเกือบทั้งหมด
ปี 2024 รัฐบาลกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญแห่งชาติ เพื่อสะท้อนความสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ และความเสี่ยงในการตกเป็นเป้าหมายการโจมตีทางไซเบอร์
คานิชกา นารายัน รัฐมนตรี AI กล่าวเมื่อเดือนมิ.ย.ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคตต้องได้รับการออกแบบให้น่าสนใจมากขึ้น และผสานเข้ากับชุมชนท้องถิ่นได้ดียิ่งขึ้น
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นขณะที่เหล่าบิ๊กเทคทุ่มทุนนับพันล้านดอลลาร์ในการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์เฉพาะทางสำหรับ AI เฉพาะปีนี้บริษัทอย่าง Alphabet, Microsoft, Meta และ Amazon ประกาศลงทุนรวมเกือบ 700,000 ล้านดอลลาร์เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว
นอกจากนั้น กระแสการบูมของดาต้าเซ็นเตอร์ยังทำให้สายงานช่างเทคนิคและแรงงานทักษะสูงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ซานเดอร์ ฟาน นูร์เดนเด ซีอีโอ Randstad ให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อเดือนมี.ค.ว่า หมดยุคที่ทุกคนต้องเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว พร้อมแนะนำคนรุ่นใหม่ว่า งานสายช่างเทคนิคและงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางอาจเป็นเส้นทางอาชีพที่มีอนาคต
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานกว่า 50 ล้านตำแหน่ง Randstad พบว่า ความต้องการแรงงานที่มีทักษะเฉพาะทางภายในดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2022-2026 ตัวอย่างเช่น ความต้องการช่างเทคนิคหุ่นยนต์เพิ่มขึ้น 107% และตำแหน่งวิศวกรระบบทำความเย็นหรือระบบควบคุมสภาพอากาศภายในอาคารเพิ่มขึ้น 67% ส่วนช่างเทคนิคระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 51%