โบรกเกอร์ต่างชาติชั้นนำระดับโลกหลายสำนักเพิ่งออกบทวิเคราะห์ ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยสดใส แต่สถานการณ์จริง นักลงทุนกำลังเผชิญหน้ากับตลาดหุ้นที่มีความผันผวน และเสี่ยงจะเกิดวิกฤตครั้งใหม่ หลังสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านลุกลามขยายวงกว้าง และผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
วันศุกร์ที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกแดงฉาน เพราะนักลงทุนกังวลผลกระทบจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง และราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้น จึงพากันเทขายหุ้นลดความเสี่ยง ฉุดให้ดัชนีหุ้นไทยทรุดลงตาม 10.55 จุด ปิดที่ระดับ 1,604.52 จุด
ดัชนีฯ เพิ่งจะตีฝ่าแนวต้าน 1,600 จุดขึ้นมาได้ไม่นาน แต่สงครามตะวันออกกลางที่รุนแรง และไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ ทำให้คาดหมายว่าดัชนีฯ อาจหลุดลงต่ำกว่า 1,600 จุดอีกครั้ง
แนวโน้มหุ้นระยะสั้นกำลังเปลี่ยนสู่ขาลง โดยถูกกดดันทั้งจากปัจจัยภายนอก และสถานการณ์การเมืองในประเทศที่คุกรุ่น เพราะรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูลกำลังถูกโจมตีจากปัญหาในหลายด้าน จนเสถียรภาพเริ่มสั่นไหว คะแนนนิยมตกวูบ และแทบไม่เห็นโอกาสที่จะบริหารประเทศได้จนครบวาระ
อีกปัจจัยตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวังคือ นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งหันกลับมาขายหุ้นออก 2 วันติด วันพฤหัสบดีขายหุ้นออก 2,027 ล้านบาท และวันศุกร์เทขายอีก 3,137 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติอาจกังวลความเสี่ยงจากภาวะสงคราม จึงขายหุ้นลดความเสี่ยง
ไม่รู้ว่าช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ สถานการณ์สงครามจะลุกลามไปขนาดไหน ราคาน้ำมันดิบจะพุ่งทะยานไปอีกเท่าไหร่ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก นักลงทุนจึงต้องเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของสงครามอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นปัจจัยชี้นำที่สำคัญที่สุดสำหรับตลาดหุ้นระยะสั้น
กลยุทธ์รับมือกับวิกฤตที่ส่อเค้าจะเกิด และอาจเป็นวิกฤตที่ยืดเยื้อคือ ต้องกำเงินสดที่เหลืออยู่ให้แน่น ๆ ไม่มองโลกในแง่ดี ไม่ช้อนซื้อหุ้นเพิ่มเติม ถ้าจะเก็งกำไรระยะสั้น น่าจะมีเพียงหุ้นกลุ่มน้ำมันเท่านั้นที่พอเสี่ยงวัดดวงได้ ส่วนหุ้นกลุ่มอื่นควรหลีกเลี่ยงไปก่อน
เป้าหมายดัชนีหุ้น 1,700 จุดปลายปีนี้ คงต้องเลิกฝันไปก่อน เพราะสงครามรอบใหม่คงลากยาว สั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นทั่วโลก
สิ้นปีนี้ ถ้าดัชนีหุ้นไทยยืนในระดับ 1,600 จุดได้ ก็นับว่าน่าพอใจแล้ว เพราะเส้นทางของตลาดหุ้นอีก 3 เดือนเศษที่เหลือ มีแต่ขวากหนามและปัจจัยลบทั้งจากภายนอกและภายในที่ถาโถมเข้าใส่
และถ้าต่างชาติหันมาเทขายหุ้นซ้ำเข้าไปอีก ปลายปีนี้อาจไม่มีโอกาสได้เห็นดัชนีฯ 1,600 จุด