xs
xsm
sm
md
lg

TFG – ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป ค้าปลีกคือเครื่องยนต์ใหม่ ที่ราคายังไม่ได้ให้มูลค่า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



AEKINVESTMENT SECURITIES
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ | Equity Research
11 กันยายน 2569
Company Update

บทวิเคราะห์หุ้น สัปดาห์ละตัว จาก Aekinvestment โดย เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก


ธุรกิจค้าปลีกขึ้นเป็นรายได้ก้อนใหญ่ที่สุดแล้ว
ปี 2568 TFG ทำกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,440.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 136.7% บนรายได้รวม 73,358.7 ล้านบาท จุดที่เรามองว่าตลาดยังประเมินต่ำไปคือการเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ ปัจจุบันธุรกิจร้านค้าปลีกผ่าน Thai Foods Fresh Market ขึ้นมาเป็นสัดส่วนรายได้ที่ใหญ่ที่สุดราว 37% แซงหน้าธุรกิจไก่ (27%) สุกร (19%) และอาหารสัตว์ (15%) การที่รายได้ก้อนใหญ่ที่สุดมาจากค้าปลีกที่มีลักษณะสม่ำเสมอและเติบโตตามการขยายสาขา ช่วยลดความผันผวนของกำไรที่แต่เดิมผูกกับวัฏจักรราคาหมู-ไก่ TFG จึงไม่ควรถูกมองเป็นหุ้นปศุสัตว์วัฏจักรล้วนๆ อีกต่อไป

แผนขยายสาขา 875 แห่ง + เวียดนาม คือ Growth Engine
บริษัทเดินหน้าขยาย Thai Foods Fresh Market จาก 401 สาขา ณ สิ้นปี 2567 สู่เป้าหมาย 875 สาขา พร้อมจัดสรรงบลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาทสำหรับขยายร้านค้าปลีกและธุรกิจต้นน้ำ การขยายสาขาต่อเนื่องหนุนทั้งรายได้และการประหยัดต่อขนาด ขณะที่ธุรกิจในเวียดนามถูกวางเป็น Growth Engine สำคัญที่เปิดพื้นที่เติบโตนอกประเทศ ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 10-15% ต่อเนื่องจากฐานสูงปี 2568 ซึ่งเรามองว่าเป็นเป้าที่ทำได้จริง โดยครึ่งปีแรก 2569 รายได้รวมทำได้แล้ว 36,479.7 ล้านบาท เติบโตตามแผน

ราคาถูกทั้ง PER และ EV/EBITDA เทียบการเติบโต
แม้กำไรครึ่งปีแรก 2569 ที่ 3,521.6 ล้านบาทจะลดลงจากฐานสูงปี 2568 ที่เป็นปีทำสถิติ แต่ยังเป็นระดับที่แข็งแรงในเชิงสัมบูรณ์ จุดที่น่าสนใจคือ Valuation ที่ราคา 9.85 บาท หุ้นเทรดที่ PER เพียงราว 9 เท่า และ EV/EBITDA ราว 5.9 เท่า ซึ่งถูกเมื่อเทียบกับบริษัทที่มีธุรกิจค้าปลีกเติบโตเป็นสัดส่วนหลัก โดยทั่วไปหุ้นค้าปลีกอาหารสมัยใหม่มักเทรดที่ PER 15-20 เท่า การที่ TFG ยังถูกจัดกลุ่มและให้มูลค่าแบบหุ้นปศุสัตว์ทั้งที่โครงสร้างธุรกิจเปลี่ยนไปแล้ว คือช่องว่างของการ re-rating ที่เรามองว่าจะค่อยๆ ปิดลง

Valuation: เป้า 14.00 บาท พร้อมปันผลเด่น
เราให้ราคาเป้าหมาย 14.00 บาท อิง PER 12.4 เท่าของกำไรปี 2569 ที่เราคาด ซึ่งยังต่ำกว่ากลุ่มค้าปลีกอาหารและสะท้อนเพียงการ re-rating บางส่วนจากการที่รายได้ค้าปลีกกลายเป็นแกนหลัก เราประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 6,700 ล้านบาท และปี 2570 ที่ 7,400 ล้านบาท คิดเป็น EPS 1.13 และ 1.25 บาท ผู้ถือหุ้นยังได้ปันผลระหว่างรอในระดับสูง โดยครึ่งปีแรก 2569 ประกาศจ่ายแล้วรวม 0.31 บาท/หุ้น (Q1 0.085 + Q2 0.225) คิดเป็น dividend yield ทั้งปีราว 6% ซึ่งช่วยจำกัด downside Upside 42.1% 

แนะนำ ซื้อ 

ปัจจัยเสี่ยง: ความผันผวนของราคาสุกรและไก่ในประเทศและต่างประเทศ, ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์, ความเสี่ยงโรคระบาดในปศุสัตว์, การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีก และความเสี่ยงในการขยายธุรกิจต่างประเทศโดยเฉพาะเวียดนาม


TFG – ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป | รายละเอียดประมาณการและสมมติฐาน




สมมติฐานหลักที่ใช้ในประมาณการ
รายได้รวมปี 2569 ที่ 81,000 ล้านบาท (+10.4%) เราอิงจากเป้าการเติบโต 10-15% ของบริษัทและผลจริงครึ่งปีแรกที่ 36,479.7 ล้านบาท โดยแรงขับหลักมาจากการขยายสาขา Thai Foods Fresh Market การเติบโตของรายได้ต่อสาขา และการขยายธุรกิจในเวียดนาม เราเลือกใช้กรอบล่างของเป้าบริษัทเพื่อความระมัดระวัง เนื่องจากครึ่งปีหลังยังขึ้นกับราคาสุกรและไก่ที่ผันผวนตามฤดูกาล ปี 2570 เราให้รายได้โต 8.6% ตามการทยอยเปิดสาขาใหม่สู่ระดับเกือบ 1,000 แห่งและการรับรู้รายได้เต็มปีของสาขาที่เปิดในปี 2569

กำไรสุทธิปี 2569 ที่ 6,700 ล้านบาทจะ ต่ำกว่า ปี 2568 ที่ 7,440.8 ล้านบาทเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพราะปี 2568 เป็นปีที่ราคาสุกรและไก่เอื้ออำนวยเป็นพิเศษจนทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เราตั้งสมมติฐานราคาปศุสัตว์ปรับเข้าสู่ระดับปกติ (Normalize) ในปี 2569 ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นย่อลงเล็กน้อยจาก 18.7% เป็น 18.5% การที่กำไรลดลงจากฐานสูงจึงไม่ใช่สัญญาณธุรกิจถดถอย แต่เป็นการกลับสู่ระดับปกติ ขณะที่ฐานรายได้ยังขยายตัวต่อเนื่องจากค้าปลีก ซึ่งเป็นส่วนที่มีเสถียรภาพมากกว่าธุรกิจปศุสัตว์

เราให้ค่าใช้จ่ายขาย-บริหารเพิ่มขึ้นในปี 2569-2570 ตามการขยายสาขาค้าปลีกที่มีต้นทุนการดำเนินงานหน้าร้าน แต่การเติบโตของรายได้ต่อสาขาและการประหยัดต่อขนาดจะช่วยชดเชยได้บางส่วน กำไรสุทธิปี 2570 ที่ 7,400 ล้านบาท (+10.4%) สะท้อนการกลับมาเติบโตเมื่อฐานราคาปศุสัตว์นิ่งและรายได้ค้าปลีกที่ขยายตัวเต็มที่ เราไม่ได้ใส่สมมติฐานราคาสุกรที่พุ่งสูงผิดปกติเหมือนปี 2568 เพื่อให้ประมาณการอยู่บนสมมติฐานที่อนุรักษ์นิยม ซึ่งหากราคาปศุสัตว์เอื้ออำนวยอีกครั้ง ตัวเลขของเราจะมี upside

ที่มาของราคาเป้าหมาย 14.00 บาท
เราประเมินราคาเป้าหมาย 14.00 บาทด้วยวิธี PER ที่ 12.4 เท่าของ EPS ปี 2569 ที่ 1.13 บาท ระดับ PER ที่เราเลือกยังต่ำกว่ากลุ่มค้าปลีกอาหารสมัยใหม่ที่มักเทรด 15-20 เท่า สะท้อนเพียงการ re-rating บางส่วนจากการที่รายได้ค้าปลีกกลายเป็นสัดส่วนหลักและมีเสถียรภาพสูงขึ้น เราเลือกใช้ PER เป็นหลักเพราะกำไรของ TFG เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นจากสัดส่วนค้าปลีกที่เพิ่มขึ้น หากพิจารณาเสริมด้วย EV/EBITDA ราคาเป้าหมาย 14.00 บาทคิดเป็นราว 7.7 เท่า ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับการเติบโตของธุรกิจค้าปลีก ประกอบกับ dividend yield ที่สูงราว 6% ทำให้ผลตอบแทนรวมมีความน่าสนใจ

ปัจจัยเสี่ยง
หนึ่ง ความผันผวนของราคาสุกรและไก่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อกำไรแม้สัดส่วนค้าปลีกจะเพิ่มขึ้น 
สอง ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดและกากถั่วเหลือง ที่ผันผวนตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลก 
สาม ความเสี่ยงจากโรคระบาดในปศุสัตว์ที่อาจกระทบทั้งอุปทานและต้นทุน 
สี่ การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกอาหารสดที่เข้มข้นขึ้น และห้า ความเสี่ยงในการขยายธุรกิจในต่างประเทศโดยเฉพาะเวียดนาม ทั้งด้านการดำเนินงานและกฎระเบียบ ผู้ลงทุนควรติดตามราคาสุกรรายเดือนและความคืบหน้าการขยายสาขาเป็นตัวชี้นำ

จัดทำโดยฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. Aekinvestment เพื่อเผยแพร่ต่อลูกค้าเท่านั้น ข้อมูลมาจากแหล่งที่เชื่อว่าน่าเชื่อถือแต่มิได้รับรองความถูกต้องครบถ้วน ประมาณการอาจเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า มิใช่การเสนอขายหลักทรัพย์ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรใช้วิจารณญาณประกอบการตัดสินใจ