ผู้นำด้านสาธารณสุขชี้ ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ระบบที่สามารถทำงานร่วมกันได้ และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ AI จะเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับประเทศไทยจากระบบสาธารณสุขดิจิทัล สู่การดูแลสุขภาพอัจฉริยะที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง
กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 11 สิงหาคม 2569 – ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุข เมื่อปัญญาประดิษฐ์เริ่มก้าวจากการทดลองไปสู่การใช้งานจริง ตั้งแต่การวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็ง การสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก ไปจนถึงการบริหารจัดการโรงพยาบาลและการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล
ผู้นำด้านสาธารณสุข ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมองว่า ความท้าทายต่อไปไม่ได้อยู่เพียงแค่การเปลี่ยนบริการทางการแพทย์ให้เป็นดิจิทัล แต่คือการสร้าง ระบบนิเวศด้านสาธารณสุขที่พร้อมสำหรับ AI ซึ่งข้อมูลสุขภาพ ระบบการเชื่อมต่อ โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล และ AI สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและในระดับที่สามารถขยายการใช้งานได้
ประเด็นดังกล่าวได้รับการหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญในการประชุม Huawei AI+ Healthcare Summit ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ภายใต้ส่วนหนึ่งของงาน HUAWEI Thailand Digital & AI Summit 2026 โดยตัวแทนจากภาคส่วนสาธารณสุขของประเทศไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงแนวทางที่ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลจะสามารถพลิกโฉมการให้บริการด้านสุขภาพและยกระดับผลลัพธ์การรักษาสำหรับผู้ป่วยได้อย่างไร
สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเดินหน้าของภาครัฐในการขับเคลื่อนด้านสุขภาพดิจิทัลและวาระแห่งชาติด้าน AI โดยการบูรณาการข้อมูลสุขภาพและบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในการยกระดับการเข้าถึง ประสิทธิภาพ และคุณภาพของบริการด้านสาธารณสุข
รศ. นพ. ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเสริมสร้างรากฐานด้านดิจิทัลที่จำเป็นต่อการสนับสนุนระบบสาธารณสุขที่ขับเคลื่อนด้วย AI ทั้งแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัล ระบบข้อมูลสุขภาพที่สามารถทำงานร่วมกันได้ และบริการทางการแพทย์ที่มี AI เข้ามาช่วยสนับสนุน
“นวัตกรรมดิจิทัลกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุข ด้วยการเสริมสร้างการบูรณาการข้อมูลด้านสุขภาพและขยายบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI ประเทศไทยกำลังสร้างระบบสาธารณสุขที่มีความยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพ และยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เพื่อรองรับอนาคต”
มะเร็งกับโอกาสสำคัญในการประยุกต์ใช้ AI
หนึ่งในตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI ที่เห็นผลเป็นรูปธรรมมากที่สุดในการเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขของประเทศไทยกำลังเกิดขึ้นในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งการวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น การวางแผนการรักษา และความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดเส้นทางการรักษาของผู้ป่วย ล้วนสามารถส่งผลโดยตรงต่อผลลัพธ์ทางการรักษา
นายแพทย์ดนัย มโนรมย์ รองผู้อำนวยการด้านพัฒนาระบบสุขภาพ สังกัด สถาบันมะเร็งแห่งชาติ (NCI) ประเทศไทย เปิดเผยถึงแนวทางที่สถาบันฯ นำระบบสุขภาพที่เชื่อมโยงถึงกันและ AI มาใช้เพื่อยกระดับการป้องกัน การวินิจฉัย การรักษา และการวิจัยด้านโรคมะเร็ง
”เป้าหมายของเราไม่ได้อยู่เพียงแค่การเปลี่ยนระบบสาธารณสุขให้เป็นดิจิทัล แต่คือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง ด้วยการผสาน AI ระบบสุขภาพที่เชื่อมโยงถึงกัน และความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ เราสามารถยกระดับการวินิจฉัย ปรับการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย และท้ายที่สุดนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นสำหรับผู้ป่วย”
ประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างของระบบสาธารณสุข โดย AI กำลังได้รับการวางบทบาทให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์มากกว่าที่จะเข้ามาแทนที่ ด้วยการช่วยให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์สามารถประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อน มองเห็นรูปแบบและแนวโน้ม รวมถึงสนับสนุนการตัดสินใจที่มีข้อมูลประกอบมากยิ่งขึ้น
จากโรงพยาบาลดิจิทัลสู่ “Healthcare 5.0”
หัวเว่ยมองว่า พัฒนาการดังกล่าวถือเป็นก้าวต่อไปของการเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุข จากโรงพยาบาลที่เชื่อมต่อและขับเคลื่อนด้วยระบบดิจิทัล สู่สิ่งที่หัวเว่ยเรียกว่า “Healthcare 5.0” ซึ่ง AI ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และโครงสร้างพื้นฐาน ICT อัจฉริยะ จะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างระบบสาธารณสุขที่สามารถคาดการณ์ได้มากขึ้น มีความเฉพาะบุคคลมากขึ้น และให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นศูนย์กลาง
นายอัลเลน ถัง (Allen Tang) ประธานฝ่ายการตลาด ICT และการขายโซลูชัน ของ Huawei Middle East & Central Asia กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องการมากกว่าการนำ AI มาใช้งานเป็นรายแอปพลิเคชัน
“อนาคตของระบบสาธารณสุขไม่ได้อยู่ที่การนำ AI มาใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างระบบนิเวศด้านสาธารณสุขอัจฉริยะ ซึ่งข้อมูล ระบบการเชื่อมต่อ และ AI ทำงานร่วมกัน เพื่อมอบบริการสุขภาพที่สามารถคาดการณ์ได้มากขึ้น มีความเฉพาะบุคคลมากขึ้น และเข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับทุกคน”
หัวเว่ยระบุว่า สิ่งนี้จำเป็นต้องอาศัยรากฐานด้านดิจิทัลที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน ICT แบบรวมศูนย์ แพลตฟอร์มข้อมูลแบบรวมศูนย์ และแพลตฟอร์มโมเดล AI แบบเปิด โดยความสามารถเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรด้านสาธารณสุขสามารถเชื่อมโยงข้อมูล ทรัพยากรด้านการประมวลผล และโมเดล AI ระหว่างระบบและแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัย
นายปีเตอร์ จาง (Peter Zhang) ประธานฝ่าย Overseas Education and Healthcare Business ของหัวเว่ย กล่าวว่า คุณภาพของผลลัพธ์ที่ได้จาก AI จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของรากฐานด้านดิจิทัลที่รองรับเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นอย่างมาก
“AI กำลังกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนใหม่สำหรับนวัตกรรมด้านสาธารณสุข ด้วยการผสานโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ AI ข้อมูลด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ และระบบนิเวศแบบเปิด เราสามารถช่วยผู้ให้บริการด้านสุขภาพเพิ่มประสิทธิภาพทางคลินิก สนับสนุนการตัดสินใจที่ดีขึ้น และท้ายที่สุดส่งมอบผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้ป่วย”
โรงพยาบาลอัจฉริยะกลายเป็นสมรภูมิสำคัญแห่งใหม่
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการประยุกต์ใช้ AI ในงานด้านคลินิกแต่ละด้าน แต่กำลังขยายไปสู่ โรงพยาบาลทั้งระบบ
ในช่วงเสวนาเกี่ยวกับอนาคตของ Smart Hospitals ในประเทศไทย ภายในงาน ผู้นำจากภาคสาธารณสุขและภาคอุตสาหกรรมได้แลกเปลี่ยนมุมมองว่า การนำ AI มาใช้อย่างประสบความสำเร็จจำเป็นต้องอาศัยมากกว่าการติดตั้งเครื่องมือ AI โดยโรงพยาบาลจำเป็นต้องมีระบบที่สามารถทำงานร่วมกันได้ ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและสามารถเข้าถึงได้ ระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ การกำกับดูแลที่เข้มแข็ง ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับภาระงานด้าน AI ซึ่งต้องใช้ข้อมูลและการประมวลผลในระดับที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นั่นหมายความว่า โรงพยาบาลอัจฉริยะในอนาคตอาจพัฒนาไปสู่การเป็น แพลตฟอร์มอัจฉริยะที่เชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบ ซึ่งข้อมูลสามารถไหลเวียนระหว่างแผนกต่าง ๆ ทั้งด้านการรักษาพยาบาลและการบริหารจัดการโรงพยาบาลได้อย่างราบรื่นมากขึ้น ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้เวลาน้อยลงกับการจัดการข้อมูลที่กระจัดกระจาย และมีเวลามากขึ้นในการมุ่งเน้นไปที่ผู้ป่วย
การหารือยังตอกย้ำหลักการสำคัญสำหรับการนำ AI มาใช้ในระบบสาธารณสุข นั่นคือ เทคโนโลยีต้องตอบโจทย์ความต้องการทางคลินิกและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นสำหรับผู้ป่วย
วางโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต AI Healthcare ในประเทศไทย
หัวเว่ยระบุว่า บริษัทกำลังทำงานร่วมกับองค์กรด้านสาธารณสุขและพันธมิตรในระบบนิเวศ เพื่อจัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ทั้งระบบการเชื่อมต่อความเร็วสูง แพลตฟอร์มข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล และขีดความสามารถด้าน AI
นายธนาภพ จุฑาวรรธนะ ผู้อำนวยการด้านเทคโนโลยี บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า AI ด้านสาธารณสุขกำลังก้าวจากแนวคิดไปสู่การนำไปใช้งานจริง
“AI ด้านสาธารณสุขไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป ด้วยการทำงานร่วมกับพันธมิตรในระบบนิเวศ เรากำลังช่วยให้ผู้ให้บริการด้านสุขภาพสามารถนำโซลูชัน AI ที่มีความปลอดภัยและสามารถขยายการใช้งานได้จริงมาใช้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการทางคลินิกที่เกิดขึ้นจริง พร้อมกับปกป้องข้อมูลด้านสุขภาพ”
AI กำลังสร้างโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อนในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับภาครัฐ ลูกค้า และพันธมิตรในระบบนิเวศ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะที่จะช่วยเร่งการสร้างนวัตกรรมอย่างยั่งยืน และสร้างคุณค่าที่มากขึ้นให้แก่สังคม
ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ระยะต่อไปของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบสาธารณสุขดิจิทัล จุดสนใจจึงกำลังเปลี่ยนจาก “องค์กรด้านสาธารณสุขควรนำ AI มาใช้หรือไม่” ไปสู่ “องค์กรจะสามารถนำ AI มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ ปลอดภัย และขยายการใช้งานได้ในระดับที่เหมาะสมได้อย่างไร”