"โอสถสภา" เดินหน้าสู่ Manufacturing Excellene ด้วยการเสริมศักยภาพการผลิต รองรับการเติบโต บวกกับ Strategic Production Centralization รวมศักยภาพการผลิต สร้างระบบที่แข็งแกร่งกว่าเดิม หนุนด้วยSupply Chain Resilience เชื่อมทุกจุดให้ Growth เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง รองรับการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP กล่าวว่า OSP เปิดฐานการผลิตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องในโอกาสครบรอบ 135 ปี เผย “System Behind the Growth” หรือระบบเบื้องหลังการเติบโตของโอสถสภา ตั้งแต่ศักยภาพการผลิต การบริหารระบบซัพพลายเชน ไปจนถึงการบูรณาการความยั่งยืนสู่ทุกมิติของการดำเนินงาน สะท้อนการวางรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมความคล่องตัว และสร้างความพร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
สำหรับโอสถสภา “สินค้า” คือสิ่งที่ผู้บริโภคมองเห็น ขณะที่ “ระบบเบื้องหลัง” คือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตและส่งมอบคุณค่าได้อย่างต่อเนื่อง ตลอด 135 ปี โอสถสภาไม่เพียงพัฒนาพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคและการเปลี่ยนแปลงของตลาดแต่ยังลงทุนพัฒนาขีดความสามารถเบื้องหลังธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Manufacturing, Supply Chain, Digital, People และ Sustainability ให้ทำงานเชื่อมโยงกันเป็นระบบ System Behind the Growth จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนากระบวนการหลังบ้าน แต่คือ Operating Foundation ที่ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารต้นทุนและทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตอบสนองตลาดได้รวดเร็ว พร้อมต่อยอดและขยายการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หนึ่งในหัวใจสำคัญของ System Behind the Growth คือการยกระดับ Manufacturing Excellence ผ่านแนวทาง Strategic Production Centralization โดยโอสถสภามุ่งเชื่อมโยงศักยภาพด้านการผลิตภายใต้มาตรฐานและเป้าหมายเดียวกัน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารทรัพยากร กำลังการผลิต และการลงทุน ตลอดจนลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการและสร้างความได้เปรียบจาก Economies of Scale ควบคู่กัน บริษัทเดินหน้ายกระดับกระบวนการผลิตด้วย Automation และ Continuous Improvement เพื่อเพิ่มผลิตภาพ รักษามาตรฐานและคุณภาพสินค้า พร้อมสร้างความสามารถในการบริหารต้นทุนอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน
การเชื่อมโยงฐานการผลิตเข้ากับระบบคลังสินค้าและ Logistics ยังช่วยให้การเคลื่อนย้ายและกระจายสินค้ามีความคล่องตัวมากขึ้น รองรับการส่งมอบสินค้าไปยังตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ฐานการผลิตจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “ผลิตสินค้า” แต่เป็นหนึ่งในโครงสร้างสำคัญที่เชื่อมโยง คุณภาพ ต้นทุน ความรวดเร็ว และความพร้อมในการรองรับการเติบโต เข้าด้วยกัน
อย่าไรก็ดี หาก Manufacturing คือรากฐานของการผลิต Supply Chain คือระบบที่เชื่อมโยงสินค้าจากโรงงานไปสู่ตลาดและผู้บริโภค โอสถสภาจึงมุ่งสร้าง Supply Chain Resilience ผ่านการเชื่อมโยงการวางแผน การผลิต คลังสินค้า และการกระจายสินค้าอย่างเป็นระบบ และเพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ และเพิ่มความพร้อมรับมือกับความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ ความต้องการของตลาด ตลอดจนปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป้าหมายคือการสร้าง Supply Chain ที่ Agile, Integrated และ Resilient สามารถรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ พร้อมตอบสนองต่อความต้องการและโอกาสทางการตลาดได้อย่างรวดเร็ว เพราะสำหรับโอสถสภา ความแข็งแกร่งของ Supply Chain ไม่ได้วัดเพียงว่าสามารถส่งสินค้าได้หรือไม่ แต่คือความสามารถในการทำให้ธุรกิจ เดินหน้าต่อได้แม้ในภาวะที่ตลาดและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลง
โดย OSP ดำเนินการผ่าน ด้วยการใช้ 6 Growth Engines เชื่อมทุกศักยภาพให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันเพื่อให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบ ประกอบด้วย
Product Portfolio – สร้างพอร์ตโฟลิโอที่แข็งแกร่งและตอบโจทย์ผู้บริโภค
Route to Market – เพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงตลาดและผู้บริโภค
Manufacturing Efficiency – ยกระดับการผลิตให้มีผลิตภาพและพร้อมรองรับการขยายตัว
Supply Chain Resilience – สร้างความยืดหยุ่นและความต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทาน
Sustainable Development – ขับเคลื่อนการเติบโตควบคู่กับการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน
Digital & People Transformation – ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และศักยภาพของบุคลากรเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กร
ทั้ง 6 กลไกไม่ได้ทำงานแยกออกจากกัน แต่เชื่อมโยงเป็นระบบเดียว ตั้งแต่การสร้างผลิตภัณฑ์ การเข้าถึงตลาด การผลิต การส่งมอบ ไปจนถึงเทคโนโลยี บุคลากร และความยั่งยืน เพื่อเปลี่ยนศักยภาพที่โอสถสภาสั่งสมมาเป็น ความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในระยะยาว
“ตลอด 135 ปีที่ผ่านมา โอสถสภาเติบโตเคียงคู่สังคมไทยผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง แต่เบื้องหลังการเติบโตนั้นคือระบบและขีดความสามารถขององค์กรที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน สำหรับเรา การสร้าง System Behind the Growth จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มศักยภาพของโรงงาน แต่คือการทำให้ทั้งการผลิต ซัพพลายเชน เทคโนโลยี บุคลากร และความยั่งยืนทำงานเชื่อมโยงกัน เพื่อให้องค์กรมีความคล่องตัว สามารถแข่งขัน และพร้อมรองรับโอกาสการเติบโตในอนาคต”นางสาวมุกดากล่าว
โดย System Behind the Growth ของโอสถสภาไม่ได้มุ่งสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นระบบที่สามารถ เติบโตได้อย่างรับผิดชอบและยั่งยืน บริษัทจึงผสานแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินงาน ตั้งแต่การผลิต การใช้ทรัพยากร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บุคลากร ไปจนถึง Supply Chain ภายใต้ OSP Sustainability Purpose และ Sustainability Framework & Goals 2026–2030 โอสถสภาวางกรอบการดำเนินงานครอบคลุม 4 มิติสำคัญ ได้แก่ Corporate Sustainability การดำเนินธุรกิจบนหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง, Business Sustainability การบูรณาการความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว, Environmental Sustainability การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และ Human Sustainability การสร้างคุณค่าผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและปลอดภัย ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร
ทั้งนี้ กรอบดังกล่าวถูกถ่ายทอดสู่เป้าหมายที่วัดผลได้และเชื่อมโยงกับการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยเฉพาะในภาคการผลิต ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน อาทิ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ลง 50% จากปีฐาน 2565 เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 17% มุ่งสู่บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลหรือย่อยสลายได้ 100% ในกรณีที่เทคโนโลยีรองรับ และเก็บกลับเศษแก้วสะสม 625,000 ตัน ตลอดจนเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero GHG Emissions by 2050
นายสาโรจน์ อินทพันธุ์ Head of External Affairs and Sustainability OSPกล่าวว่า “ความยั่งยืนสำหรับโอสถสภาไม่ใช่กิจกรรมที่แยกออกจากธุรกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว เราจึงมุ่งนำ Sustainability เข้าไปอยู่ในวิธีคิดและการตัดสินใจ ตั้งแต่การผลิต การใช้ทรัพยากร ผลิตภัณฑ์ บุคลากร ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ทุกการเติบโตทางธุรกิจสามารถสร้างคุณค่าควบคู่ไปกับผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้การดำเนินธุรกิจที่ยึดหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย”
ดังนั้น จากรากฐานที่สั่งสมมาตลอด 135 ปี สู่การสร้าง System Behind the Growth ที่พร้อมสำหรับอนาคต โอสถสภายังคงพัฒนาทั้งสินค้า ระบบการผลิต ซัพพลายเชน เทคโนโลยี บุคลากร และความยั่งยืนให้ทำงานเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างองค์กรที่มีความคล่องตัว แข่งขันได้ และพร้อมต่อยอดโอกาสใหม่ ๆ เพราะการเติบโตของโอสถสภาไม่ได้หมายถึงเพียงการ “โตได้” แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ธุรกิจ “โตได้อย่างแข็งแกร่ง ต่อเนื่อง และยั่งยืน”