xs
xsm
sm
md
lg

ธปท.ต้องสุดซอยสร้าง“คอขวดเงินเทา”เชื่อมปปง.อุดช่องเงินสดบริจาควัด?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



คดี “สมีโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ซึ่งกำลังกลายเป็นคดีฉาวสะเทือนวงการสงฆ์ อาจไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาการบริหารเงินภายในวัด แต่กำลังโยนคำถามใหญ่กลับมายังระบบการเงินไทยว่า หากเงินจำนวนมากถูกนำออกจากองค์กรทางศาสนา ผ่านบุคคลใกล้ชิด มูลนิธิ การซื้อขายวัตถุมงคล หรือถูกเปลี่ยนไปเป็นทรัพย์สินอื่น

ระบบการเงินควรตรวจพบความผิดปกติได้ในมาตรฐานเดียวกับธุรกรรมผิดกฎหมายอื่น ๆ หรือไม่?

คำถามดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศยกระดับ “กรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน” โดยประกาศชัดว่าจะขยายการสกัด “เงินเทา” ให้กว้างกว่าปัญหาบัญชีม้าและสแกมเมอร์ ครอบคลุมตั้งแต่เงินจากการพนันออนไลน์ ธุรกิจผิดกฎหมาย ไปจนถึงเงินที่เกี่ยวเนื่องกับการคอร์รัปชัน

หัวใจสำคัญคือการพยายามสร้าง “คอขวด” ไม่ให้เงินผิดกฎหมายสามารถไหลเข้า–ออกระบบการเงิน หรือถูกแปลงสภาพไปเป็นทรัพย์สินอื่นได้โดยง่าย

ข้อมูลจากตำรวจสอบสวนกลางที่เปิดเผยต่อสาธารณะในคดีสมีโชติ ระบุว่า การเบียดบังทรัพย์สินของวัดและการฟอกเงินเบื้องต้นเป็นเงินกว่า 92 ล้านบาท

อีกจุดที่น่าสนใจคือการตรวจสอบรายได้จาก “วัตถุมงคล”

ข้อมูลที่ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเปิดเผยระบุถึงข้อสงสัยว่า เงินจากการจำหน่ายวัตถุมงคลบางส่วนไม่ได้ถูกนำเข้าสู่วัด และมีการกล่าวถึงการตั้งมูลนิธิเข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเงิน ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบ

เรื่องนี้สอดคล้องกับที่ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. เคยระบุถึงความผิดปกติของธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาทรุ่นเก่า 2 รุ่น มูลค่ารวมประมาณ 140,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ไหลกลับเข้าสู่ระบบการเงินตามวงจรปกติอีกเลย
และในบทความของ “เปลว สีเงิน” คอลัมน์นิสอาวุโสซึ่งนำเนื้อหาการบรรยายของนายวิทัยมาสรุปและขยายความ ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มเงินสดนอกระบบตั้งแต่เงินจากนักการเมือง การพนัน ยาเสพติด ของเถื่อน ข้าราชการคอร์รัปชัน ธุรกิจผิดกฎหมาย ไปจนถึงกรณีที่ “ตามวัดวา บางแห่งเก็บเงินสดไว้ที่วัดเป็นล้านๆ”

แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่าเงินสดจำนวนมากถูกเก็บไว้นอกระบบเท่านั้น หากอยู่ที่คำถามว่า เมื่อเงินเหล่านี้ต้องการกลับเข้าสู่ระบบการเงิน จะสามารถนำกลับเข้ามาได้ง่ายเหมือนเดิมหรือไม่

เพราะในความเป็นจริง “เงินสดก้อนใหญ่” ที่ถูกนำเข้าธนาคารไม่ได้อยู่นอกสายตาของระบบตรวจสอบทั้งหมด

ตามหลักเกณฑ์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธุรกรรมที่ใช้เงินสดตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปเข้าหลักเกณฑ์การรายงานธุรกรรม ขณะที่หากเป็นธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย การรายงานไม่ได้ผูกติดอยู่กับวงเงินขั้นต่ำ

นั่นหมายความว่า ต่อให้ใช้วิธีแบ่งเงินสดออกเป็นหลายก้อนเพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์ หากรูปแบบการฝากเงิน ความถี่ จำนวนเงิน หรือพฤติกรรมของผู้ทำธุรกรรมผิดไปจากฐานะและกิจกรรมตามปกติ ก็ยังสามารถกลายเป็นธุรกรรมที่ถูกจับตาได้

ขณะเดียวกัน ธปท.กำลังยกระดับการตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้นอีกขั้น

จากเดิมที่เริ่มตรวจเข้มการถอนเงินสดมูลค่าสูงตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ธปท.กำลังขยายแนวทางไปสู่การฝากและแลกเงินสดมูลค่าสูง โดยต้องสามารถชี้แจงแหล่งที่มาและวัตถุประสงค์ของเงินได้

ผลจากมาตรการฝั่งถอนเงินสดเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว โดย ธปท.ระบุว่า หลังเริ่มมาตรการ จำนวนรายการถอนเงินสดมูลค่าสูงลดลง ขณะที่มูลค่าการถอนก็ลดลงตามไปด้วย

นี่สะท้อนว่าแนวทางสร้าง “คอขวด” สามารถเพิ่มความยากให้กับการเคลื่อนย้ายเงินสดก้อนใหญ่ได้ระดับหนึ่ง

แต่คดี “สมีโชติ” ทำให้เห็นอีกคำถามหนึ่ง

หากเงินสดก้อนใหญ่ถูกนำมาฝากธนาคาร ระบบมีโอกาสเห็นและตรวจสอบ

แต่ถ้าเงินสดก้อนนั้น ไม่เคยเข้าธนาคารตั้งแต่แรก จะเกิดอะไรขึ้น?

นี่คือจุดบอดของ“เงินบริจาค” ถึงแม้ปัจจุบันจะมี e-Donation เพื่อเป็นทางเลือกในการบริจาค และเป็นช่องทาง ที่เหลือร่องรอยทางการเงินให้ตรวจสอบ แต่เงินทำบุญ เงินจากตู้บริจาค หรือเงินจากกิจกรรมของวัดและการให้บูชาวัตถุมงคล ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในรูปเงินสด

หากวัดได้รับเงินสดแล้วบันทึกบัญชีครบถ้วน ก่อนนำเงินเข้าบัญชีธนาคาร เงินก้อนนั้นก็กลับเข้าสู่ระบบที่สามารถตรวจสอบและติดตามต่อได้

แต่ปัญหามักเกิดขึ้นในรูปแบบเงินทอน หรือการยักยอก จำนวนเงินที่ได้รับจริงกับจำนวนเงินที่ถูกบันทึกจึงไม่เท่ากัน

สมมติว่าได้รับจริง 10 ล้านบาท กลับบันทึกและนำฝากเพียง 3 ล้านบาท ส่วนอีก 7 ล้านบาทถูกนำออกไปก่อนเข้าสู่บัญชีธนาคาร Statement ของธนาคารก็จะเห็นเพียง 3 ล้านบาท

และตรงนี้เองที่มาตรการของ ธปท.ไม่สามารถทำงานเพียงลำพังได้ และหากต้องการปิดช่องว่างให้ครบวงจร การตรวจสอบจึงอาจต้องมีอย่างน้อย 2 ชั้น คือ ก่อนเงินเข้าธนาคาร และเมื่อเงินเข้าสู่ระบบการเงิน

หากสองระบบไม่เชื่อมกัน เราอาจตรวจสอบได้ว่า เงินที่เข้าธนาคารไปไหน แต่ยังตอบไม่ได้ว่า เงินที่ควรเข้าธนาคารมีอยู่เท่าไรตั้งแต่แรก

และนี่อาจเป็นก้าวต่อไปของแนวคิด “คอขวดเงินเทา” ที่ ธปท.กำลังผลักดัน

เพราะวันนี้ ธปท.กำลังพยายามทำให้เงินสดก้อนใหญ่ที่เดินเข้าหรือออกจากระบบการเงินต้องแสดงตัวมากขึ้น รวมถึงปิดทางหนีไปยังทองคำ เงินตราต่างประเทศ และสินทรัพย์ดิจิทัล

แต่สำหรับเงินบริจาคและเงินวัด “คอขวด” ที่สำคัญอาจต้องเริ่มตั้งแต่ ก่อนเงินเดินมาถึงประตูธนาคาร ด้วยการทำให้ยอดเงินที่ประชาชนบริจาค ยอดที่วัดบันทึก และยอดที่นำเข้าสู่บัญชี สามารถตรวจสอบไขว้และเชื่อมโยงกันได้

เพราะยิ่งตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางมากเท่าไร ช่องว่างก่อนเงินเข้าสู่ระบบการเงินก็ยิ่งแคบลง และทำให้ “คอขวดเงินเทา” ที่ ธปท.กำลังสร้างสามารถตามเส้นทางเงินได้ครบวงจรมากขึ้น