PTTGC โชว์ศักยภาพ allnex ผ่าน China Hub ขับเคลื่อนธุรกิจ Specialty Chemicals สู่การเติบโตระดับโลก โดยอาศัยการต่อยอดจากฐานการผลิต นวัตกรรม และบุคลากรขยายตลาดสารเคลือบผิวสำหรับอุตสาหกรรมไปสู่ธุรกิจหลากหลาย ตั้งแต่ยานยนต์ ไปจนถึงแบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์และdata Center ตั้งเป้าEBITDA 30%มาจากallnexในอีก4-5ปีข้างหน้า จากปัจจุบัน15-20%
นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าสร้างการเติบโตบทใหม่ผ่านการปรับสมดุลพอร์ตธุรกิจ จากฐานธุรกิจปิโตรเคมีที่แข็งแกร่งสู่การเพิ่มสัดส่วนธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Chemicals) ผ่าน allnex ผู้นำระดับโลกด้านสารเคลือบผิว (Coating Resins) และสารเติมแต่ง (Additives) ในภูมิภาคสำคัญ โดยเฉพาะ allnex China Hub, India Hub และ Southeast Asia Hub
ทั้งนี้ PTTGC กำหนดเป้าหมายกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) มาจาก allnex มากขึ้นจากปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่ 15-20% เพิ่มขึ้นเป็น 30% ในปี2573
ทั้งนี้ allnex China Hub ในเมืองเจียซิง เป็นที่ตั้งของฐานการผลิตที่มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์มากที่สุดในเครือข่าย allnex ทั่วโลก เนื่องจากประเทศจีนเป็นตลาดสารเคลือบผิวสำหรับอุตสาหกรรม (Industrial Coating Resins) ที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยallnexดำเนินธุรกิจในจีนมาเกือบ 30ปี โดยมีฐานการผลิตอยู่ 6 แห่งในประเทศจีน มีปริมาณการขายเติบโตจากประมาณ 98,000 ตันในปี 2562 เป็น 144,000 ตัน ในปี 2567 หรือเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี ส่วนใหญ่มากกว่า 90% เป็นการจำหน่ายให้แก่ลูกค้าในประเทศจีน รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่ยานยนต์ โลหะอุตสาหกรรม บรรจุภัณฑ์ และอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และพลังงานลม
ดังนั้น allnex China Hub ไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่เป็นฐานยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงตลาด เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายความเชี่ยวชาญของ allnex เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเติบโตในระยะต่อไป
นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า allnex China Hub จะเป็นGrowth Engine ที่สำคัญที่จะทำให้บริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากตลาดจีนมี speed ที่ไวกว่าประเทศอื่น ทำให้ต้องมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อให้ทันกับความต้องการลูกค้าที่มีความหลากหลายของตลาด ศักยภาพของบุคลากรที่มีทั้งความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคและความเข้าใจลูกค้า ตลอดจน R&D ฐานการผลิต allnex China Hub จึงเป็นแพลตฟอร์มที่นำความสามารถเหล่านี้มาทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเติบโตระยะต่อไปของ allnex
โดยในปีนี้ รายได้ของ allnex คาดว่าจะเติบโตขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ 7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นทั้งVolume และมาร์จิ้นที่ดีขึ้น โดยครึ่งแรกของปีนี้ allnex มีVolumeเติบโตขึ้น 5% เมื่อเทียบจากงวดเดียวกันของปีก่อน
“ประเทศจีนในวันนี้ไม่ใช่เพียงตลาดขนาดใหญ่ แต่กำลังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่กำหนดทิศทางของเทคโนโลยี นวัตกรรม และการแข่งขันของอุตสาหกรรมในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของ allnex ที่มุ่งสร้างการเติบโตจาก Specialty Chemicals และ high-value applications ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีและความเข้าใจลูกค้าในระดับสูง”นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าว
ขณะที่ allnex ในประเทศไทย ได้นำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญจากเครือข่าย allnex ระดับโลก มาต่อยอดกับขีดความสามารถด้านการผลิตในประเทศไทย โดยตัดสินใจลงทุนขยายกำลังการผลิต Sagging Control Agent (SCA) เทคโนโลยีป้องกันสีไหลย้อย ซึ่งจะเป็นฐานการผลิต SCA แห่งแรกของ allnex นอกทวีปยุโรป รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศจีนและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ทั้งนี้ หลังจาก PTTGC ถือหุ้น100%ใน allnex ได้นำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาต่อยอดร่วมกัน โดย PTTGC นำความเชี่ยวชาญด้าน Operational Excellence มาสนับสนุนประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุน และนวัตกรรม ซึ่งช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของ allnex ในระดับสากล ขณะเดียวกัน PTTGC ได้องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจ Specialty Chemicals จากallnex ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับกลยุทธ์ MTP Transformation ของ PTTGC ที่มุ่งยกระดับมาบตาพุดสู่ศูนย์กลางธุรกิจเคมีภัณฑ์มูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานPTTGC ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คาดว่าเติบโตดี จากการรักษาระดับปริมาณการผลิตให้ใกล้เคียงกับช่วงครึ่งปีแรก ขณะเดียวกันบริษัทยังได้รับผลบวกจากซัพพลายใหม่ที่เข้ามาในตลาดยังอยู่ในปริมาณจำกัด เนื่องจากบางโรงงานเลื่อนการเปิดเดินเครื่องออกไป
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันของ PTTGC เดินเครื่องอยู่ที่ระดับ 90% จากเดิมจะเดิน 100% ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบจากนโยบายห้ามส่งออกน้ำมันของภาครัฐ ทำให้ไม่มีถังเก็บสต็อกน้ำมันสำเร็จรูปแต่ก็ไม่กระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างปิโตรเคมี บริษัทจึงต้องนำเข้าโพรเพน และ LPG มาใช้เป็นวัตถุดิบเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการเสียโอกาสในการทำธุรกิจ
ส่วนผลกระทบต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อทิศทางพลังงาน มองว่าราคาพลังงานจะยังมีความผันผวนมากขึ้น ซึ่งโรงกลั่นของPTTGC ออกแบบให้สามารถใช้วัตถุดิบได้จากหลายแหล่งนอกเหนือจากตะวันออกกลาง