xs
xsm
sm
md
lg

“สยามคูโบต้า” เปิดตัว “SH-K1” รถตัดอ้อยอัจฉริยะ 30/ชม. ลดแรงงาน-ต้นทุน 30% ดันเกษตรยุคใหม่รับเทรนด์ Low Carbon

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“สยามคูโบต้า” เปิดตัวรถตัดอ้อย “SH-K1” เจาะโจทย์เกษตรกรไทย ชูสมรรถนะตัดสูงสุด 15–30 ตัน/ชม. ลดต้นทุนราว 30% พร้อมระบบตัดโคนอัตโนมัติ ลดความเสียหายต่อตออ้อยและลดการพึ่งพาแรงงาน รองรับการเก็บเกี่ยวอ้อยสด ขณะที่อุตสาหกรรมอ้อยไทยมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท เดินหน้าสู่เป้าหมาย Zero Burn และเกษตร Low Carbon ตามนโยบายภาครัฐ


นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “ONE MIND” เพื่อผนึกกำลังทุกภาคส่วนให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่หน่วยงานภาครัฐ เกษตรกรชาวไร่อ้อย ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาล ผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตร ไปจนถึงสถาบันการเงิน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยให้สามารถเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน


โดยอ้อยยังคงเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี แต่อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายยังเผชิญความท้าทายทั้งการขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนการผลิต รวมถึงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดการเผาอ้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อปัญหาฝุ่น PM 2.5 และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงมุ่งขับเคลื่อนนโยบายพลัง 3 ประสาน ผ่านความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายที่ยั่งยืน โดยในฤดูการผลิตปี 2568/2569 ประเทศไทยมีอ้อยเข้าหีบกว่า 105.86 ล้านตัน แบ่งเป็นอ้อยสดสูงถึง 96.20% ขณะที่อ้อยเผาลดลงเหลือเพียง 3.80% สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยอย่างเป็นรูปธรรม


การเพิ่มสัดส่วนอ้อยสดส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพและมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรม เนื่องจากอ้อยสดสามารถรักษาค่าความหวานและคุณภาพของวัตถุดิบได้ดีกว่าอ้อยที่ผ่านการเผา โดยข้อมูลภาครัฐพบว่า ในฤดูการผลิตปี 2568/2569 การรับอ้อยสดเข้าหีบที่เพิ่มขึ้นช่วยให้ปริมาณน้ำตาลที่ผลิตได้เฉลี่ยต่อตันอ้อยเพิ่มจาก 110 กิโลกรัม เป็น 113 กิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2.7 ต่อตันอ้อย เมื่อพิจารณาจากปริมาณอ้อยเข้าหีบทั่วประเทศกว่า 105.86 ล้านตัน การเพิ่มประสิทธิภาพเพียงเล็กน้อยในระดับหน่วยจึงสามารถสร้างผลผลิตและมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ


ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดการสูญเสียน้ำหนักและคุณภาพของอ้อยระหว่างรอส่งเข้าโรงงาน ทำให้เกษตรกรมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากค่าความหวานเพิ่มขึ้น ส่วนโรงงานน้ำตาลสามารถบริหารวัตถุดิบและกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเปลี่ยนผ่านสู่อ้อยสดจึงไม่ได้เป็นเพียงมาตรการลดฝุ่น PM2.5 แต่เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพ ลดความสูญเสีย และสร้างรายได้เพิ่มตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่เกษตรกร ผู้รับจ้างเก็บเกี่ยว โรงงานน้ำตาล ไปจนถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งนี้การขับเคลื่อนการเก็บเกี่ยวอ้อยสดให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมในวงกว้าง จำเป็นต้องอาศัยเครื่องจักรกลการเกษตรและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยในระยะยาว


นายคาซึโนริ ทานิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ภาคเกษตรไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญไปสู่การใช้เครื่องจักร เทคโนโลยี ผสานองค์ความรู้และประสบการณ์ของเกษตรกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรับมือกับความท้าทายด้านต้นทุน แรงงาน และสิ่งแวดล้อม สยามคูโบต้าจึงเดินหน้าพัฒนาบทบาทจากผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรที่เป็น Total Agri-Solutions Partner ที่สามารถนำเสนอทั้งเครื่องจักร เทคโนโลยี ระบบบริหารจัดการ และบริการหลังการขายให้เชื่อมโยงกันตลอดกระบวนการผลิต โดยอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเป็นหนึ่งในภาคการผลิตที่สยามคูโบต้าให้ความสำคัญ ด้วยบทบาทในฐานะพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมกำลังเร่งปรับตัวสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนอ้อยสดและลดการเผาอ้อย สยามคูโบต้าจึงนำความเชี่ยวชาญด้านเครื่องจักรกลการเกษตรมาต่อยอดสู่การเปิดตัวรถตัดอ้อยคูโบต้า “SH-K1” เพื่อเป็นอีกหนึ่งโซลูชันที่ช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมอ้อยไทย

“การเปิดตัวรถตัดอ้อย SH-K1 สะท้อนทิศทางของสยามคูโบต้าในการพัฒนาโซลูชันที่ช่วยสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ Global Major Brand 2030 รวมถึงการยกระดับประเทศไทยให้มีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางด้านโซลูชันการเกษตรของภูมิภาค”
นายคาซึโนริกล่าวสรุป


นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายในปัจจุบันต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งความผันผวนของสถานการณ์โลกและภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและปัจจัยการผลิต ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ตลอดจนการแข่งขันจากพืชทางเลือก ซึ่งล้วนมีผลต่อต้นทุนและรายได้ของเกษตรกรโดยตรง ในขณะที่การทำไร่อ้อยยังมีโจทย์เฉพาะตั้งแต่การขาดแคลนแรงงาน ระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่มีจำกัด ไปจนถึงการรักษาคุณภาพตออ้อยสำหรับการผลิตในรอบถัดไป ทำให้การบริหารจัดการฤดูเก็บเกี่ยวมีความสำคัญมากขึ้น ทั้งในด้านความรวดเร็ว ความต่อเนื่อง และการควบคุมต้นทุน สยามคูโบต้าในฐานะผู้นำด้านเครื่องจักรกลการเกษตรจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโซลูชันสำหรับอุตสาหกรรมอ้อยที่ครอบคลุมตั้งแต่ประสิทธิภาพการทำงานในแปลง การลดข้อจำกัดด้านแรงงาน การบริหารต้นทุน ไปจนถึงความพร้อมของเครื่องจักรและบริการหลังการขายเพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนและบริหารการเก็บเกี่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการสนับสนุนทิศทางของอุตสาหกรรมในการเพิ่มสัดส่วนการเก็บเกี่ยวอ้อยสดและลดการเผา ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยในระยะยาว


สำหรับรถตัดอ้อยรุ่นคูโบต้า SH-K1 ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด “แรงตัดไม่สะดุด บริการไม่หยุดทุกฤดู” ให้ตอบโจทย์ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรชาวไร่อ้อย โดยผสานประสิทธิภาพของเครื่องจักรที่รองรับการทำงานอย่างต่อเนื่อง ผ่านการออกแบบวิศวกรรมเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของการเก็บเกี่ยวแบบเดิม ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 173 แรงม้า ให้กำลังเหมาะสมกับการทำงานในไร่อ้อย สามารถทำอัตราการตัดได้สูงถึง 15-30 ตันต่อชั่วโมง หรือ 12-24 ไร่ต่อวัน และครอบคลุมพื้นที่เก็บเกี่ยวได้รวมกว่า 1,000 ไร่ต่อฤดูการผลิต ช่วยลดต้นทุนประมาณ 30% เมื่อเทียบกับการใช้แรงงานคนและด้วยใบมีดตัดโคนอัตโนมัติที่ช่วยควบคุมระดับการตัด ลดความเสียหายต่อตออ้อย และรักษาสภาพตออ้อยเพื่อการเจริญเติบโตในรอบถัดไป รวมถึงมีเกลียวแยกอ้อยที่สามารถตัดอ้อยล้มและลดโอกาสตัดอ้อยผิดร่อง ด้วยสมรรถนะและการออกแบบที่ตอบโจทย์การทำงานในแปลง รถตัดอ้อยคูโบต้า SH-K1 จึงช่วยลดการพึ่งพาแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การเก็บเกี่ยวอ้อยสด เพื่อลดการเผาอ้อยซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของมลพิษทางอากาศและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์


นางวราภรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สยามคูโบต้าตั้งเป้าให้รถตัดอ้อยคูโบต้า SH-K1 เข้ามาช่วยขยายโอกาสในการเข้าถึงเครื่องจักรสำหรับการเก็บเกี่ยวอ้อยสด ทั้งในกลุ่มเกษตรกร ผู้รับจ้าง และผู้ประกอบการอ้อย เพื่อรองรับทิศทางของอุตสาหกรรมที่ต้องการลดสัดส่วนอ้อยเผาให้เป็นศูนย์หรือ Zero Burn พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรไทยไปสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture) ที่สามารถรักษาทั้งประสิทธิภาพการผลิต ความสามารถในการแข่งขัน และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน พร้อมต่อยอดตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรสำหรับพืชอุตสาหกรรมในระยะยาว


อย่างไรก็ตาม “สยามคูโบต้าเชื่อว่า นวัตกรรมที่ดีต้องเริ่มจากความเข้าใจ และต้องสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้จริง SH-K1 จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำความเข้าใจในรูปแบบการทำงานของเกษตรกรชาวไร่อ้อยมาต่อยอดเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บเกี่ยว พร้อมลดข้อจำกัดด้านแรงงาน และสนับสนุนการตัดอ้อยสด ขณะที่ยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรตลอดการใช้งาน เพื่อให้ทั้งเครื่องจักรและบริการสามารถเดินหน้าไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญของการ Force the Future ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชันเพื่อขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางด้านโซลูชันการเกษตรของภูมิภาค” นางวราภรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด* * *